วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

เจิ้งเหอ - แม่ทัพเรือจีนมุสลิม Zheng He

เจิ้งเหอ - แม่ทัพเรือจีนมุสลิม
Zheng He หรือ Cheng Ho
ค.ศ.1371-1433
โดย อัล-ฮิลาล
เจิ้งเหอ (Zheng He หรือ Cheng Ho) (ค.ศ.1371-1433) เป็นผู้บัญชาการกองเรือมหาสมบัติของจีนสมัย ราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) การเดินเรือสำรวจทางทะเลในระยะเวลา 28 ปีของเจิ้งเหอ ประกอบด้วยกองเรือกว่า 300 ลำ ลูกเรือเกือบ 28,000 ชีวิต ออกสำรวจทางทะเลรวม 7 ครั้ง เดินทางมากกว่า 50,000 กิโลเมตร ท่องต่างแดนมากกว่า 30 ประเทศจากทะเลจีนใต้ไปจนถึงชายฝั่งตะวันออกของอาฟริกา เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฏาคม ค.ศ. 1405 (พ.ศ.1948) ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งราชวงศ์อู่ทองปกครองกรุงศรีอยุธยา สิ้นสุดในปีค.ศ.1433 (พ.ศ.1976) พร้อมกับการเสียชีวิตของเจิ้งเหอ
กองเรือมหาสมบัติ ของจีนเคยติดต่อกับอาณาจักรอยุธยาด้วย กาวิน แมนซี (Gavin Menzies)[1] อดีตทหารเรือชาว อังกฤษ เสนอทฤษฎีว่า ในการเดินเรือครั้งหนึ่งของเจิ้งเหอ เขาน่าจะไปไกลถึงทวีปอเมริกา ซึ่งหากเป็นจริง เขาก็จะเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัสเกือบร้อยปี
ภูมิหลังเจิ้งเหอ
เจิ้งเหอ เป็นคน ชน ชาติหุย[2]  แซ่ หม่า (มาจากคำภาษาอาหรับว่า มุฮัมหมัด) ซึ่งเป็นแซ่ของ ชาวหุย ส่วนใหญ่ เดิมชื่อ หม่าเหอ เกิดในครอบครัวมุสลิม ที่เมืองคุนหยาง มณฑล ยูนนาน ซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายของกองทัพมองโกล และพวกที่ภักดีต่อมองโกลทางตอนใต้ของประเทศจีนที่ราชวงศ์หมิงยังยึดไม่ได้ใน สมัยนั้น[3] เขาเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1371 (พ.ศ.1914) ในต้นราชวงศ์หมิง เป็นลูกหลานชั้นที่หกของ ซัยยิด อัจญาล ชัมสุดดีน อุมัร (Sayyid Ajjal Shams al-Din Omar) แม่ ทัพของกองทัพมองโกล จากบุคอรอ เอเชียกลาง (ปัจจุบัน อยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน) ซึ่งเป็นผู้ปกครองมณฑลเสฉวนและยูนนานผู้ลือนาม เจิ้งเหอมีพี่ชาย 1 คน พี่สาว 1 คน และน้องสาว 3 คน บิดาของเจิ้งเหอมีนามว่า หม่าฮายี หรือ ฮัจญีหม่า  (Ma Hazhi หรือ Ma Haji) ทั้งพ่อและปู่ของเจิ้งเหอได้ไปทำพิธีฮัจญ์ในมักกะฮ สันนิษฐานจากคำนำหน้าชื่อว่า ฮายี  จึงได้พบเห็นผู้ คนจากทุกสารทิศ และต้องเล่าเรื่องนี้แก่เจิ้งเหออย่างแน่นอน
เมื่อหม่าเหออายุ ได้ 11 ปี ตรงกับช่วงที่กองทัพของ จูหยวนจาง หรือ จักรพรรดิ หมิ งไท่จู่ (ชื่อรัชกาล หงอู่) ปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์หมิง นำกำลังทัพเข้ามาปราบปรามที่มั่นสุดท้ายของพวกเชื้อสายมองโกลที่ยังหลงเหลือ อยู่ที่ยูนนาน และยึดครองยูนนานเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรหมิงได้สำเร็จในปีค.ศ.1382 ในเวลานั้นเด็กชายหม่าเหอผู้มีเชื้อสายจากเอเชียกลาง ถูกจับกลับไปยังเมืองหลวง และถูกตอนเป็นขันทีมีหน้าที่รับใช้เจ้าชายจูตี้
หม่าเหอมีความ สามารถสูง เฉลียวฉลาด ได้รับความไว้วางใจอย่างสูง กระทั่งต่อมาได้กลายเป็นแม่ทัพคู่ใจของเจ้าชายจูตี้ ในการทำศึกรบพุ่งกับกองทหารมองโกลทางตอนเหนือ และการยกทัพเข้ายึดนครนานจิง ช่วงชิงราชบัลลังก์จากพระราชนัดดาคือ จักรพรรดิ หมิงฮุ่ยตี้ (ชื่อรัชกาล เจี้ยนเหวิน) ที่สืบราชบัลลังก์ต่อจากหมิงไท่จู่ ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง หม่าเหอมีส่วนสำคัญช่วยให้จูตี้ได้รับชัยชนะขึ้นสู่บัลลังก์เป็นจักรพรรดิ หมิ งเฉิงจู่ (ค.ศ.1403-1424) จักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง มีชื่อรัชกาลว่า หย่งเล่อ ในปีค.ศ.1404 จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ตั้งให้หม่าเหอเป็นหัวหน้าขันที และพระราชทานแซ่เจิ้งให้ เรียกว่า เจิ้งเหอ แต่ชื่อที่รู้จักกันดีก็ คือ ซันเป่ากง หรือ ซำปอกง  ตาม บันทึกในประวัติศาสตร์จีน เจิ้งเหอมีรูปร่างสูงใหญ่กว่า 7 ฟุต น้ำหนักเกิน 100 กก. ท่วงท่าเดินสง่าน่าเกรงขามเหมือนราชสีห์ น้ำเสียงกังวานมีพลัง
ภายหลังการเสด็จ ขึ้นครองราชย์ของพระองค์ได้เพียงปีเดียว จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ก็มีบัญชาให้สร้างกองเรือสินค้า เรือรบ และเรือสนับสนุน เพื่อไปเยือนเมืองท่าต่างๆ ในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย นับเป็นกองเรือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติจีนและของโลก ในยุคนั้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกไปแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าและเครื่องราช บรรณาการจากรัฐต่างๆ อันจะสร้างความมั่งคั่งให้กับราชสำนักหมิง และความสันติสุขในบรรดาประเทศทางตอนใต้ นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงต้องการออกไปตามหาจักรพรรดิหมิงฮุ่ยตี้ พระราชนัดดา ที่ร่ำลือกันว่าได้ทรงปลอมเป็นพระหลบหนีออกจากวังไปได้ในระหว่างที่พระองค์ ยกทัพเข้ายึดนครนานจิง โดยทรงเชื่อว่าพระราชนัดดาได้หลบหนีไปทางทะเลจีนใต้
ทั้งนี้ จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ทรงมอบภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ให้กับเจิ้งเหอ ในการควบคุมการก่อสร้างกองเรืออันยิ่งใหญ่ และเป็นแม่ทัพผู้บัญชาการสูงสุด ออกสมุทรยาตราไปบนผืนท้องสมุทร ในฐานะที่เป็นตัวแทนแห่งองค์จักรพรรดิมังกร การเดินทางสำรวจทางทะเลของเจิ้งเหอถูกบันทึกไว้โดย มุฮัมหมัด หม่า ฮวน หรือ มุฮัมหมัด ฮาซัน หนุ่ม จีนมุสลิม จากชนชาติหุย ชนชาติเดียวกับเจิ้งเหอ เขาสามารถพูดภาษาอาหรับได้ และเป็นล่ามให้เจิ้งเหอ เขาบันทึกการสำรวจทะเลของเจิ้งเหอในหนังสือชื่อ ยิงใยเช็งลัน หรือ การ สำรวจชายฝั่งมหาสมุทร (Ying yai sheng lan หรือ The Overall Survey of the Ocean's Shores) 

เส้นทางเดินเรือ
เส้นทางเดินเรือของเจิ้งเหอเริ่มต้นที่นครนานจิง จากนั้นแวะไปยังเมืองเหล่านี้คือ จามปา (Champa ตอนกลางของเวียดนาม) กัมพูชา (Cambodia กัมพูชา) สยาม (Siam ประเทศไทย) มะละกา (Malacca มาเลเซีย) ปาหัง (มาเลเซีย) กลันตัน (Kelantan มาเลเซีย) บอร์เนียว (Borneo เกาะบอร์เนียว หรือกาลิมันตัน) มัชฌปาหิต (Majapahit อาณาจักรฮินดูบนเกาะชวา อินโดนีเซีย) ซุนดา (Sunda เกาะชวา อินโดนีเซีย) ปาเล็มบัง (Palembang เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย) เซมูดารา (Semudara เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย) Aru (อินโดนีเซีย) แลมบรี (Lambri อินโดนีเซีย) Lide (อินโดนีเซีย) Batak (อินโดนีเซีย) ศรีลังกา (Ceylon) มัลดีฟส์ (Maldives มัลดีฟส์) กาลิกัท (Calicut อินเดีย) คีลอน (Quilon อินเดีย) มะละบาร์ (Malabar อินเดีย) ฮอร์มุซ (Hormuz เปอร์เซีย ปัจจุบันอยู่ใน อิหร่าน) โดฟา (Dhofar) เอเดน (Aden เยเมน) ซานา (Sana) มักกะฮฺ (Mecca ซาอุดิอารเบีย) มากาดิซู (Magadishu) บราวา (Brawa โซมาเลีย) มาลินดิ (Malindi เคนยา) 
  
เปรียบเทียบกองเรือของเจิ้งเหอกับกองเรือของนักสำรวจชาวตะวันตก
เรือมหาสมบัติ หรือ เป่า ฉวน อันเป็นเรือธงของเจิ้งเหอนั้น ตามบันทึกในสมัยราชวงศ์หมิงระบุว่า มีขนาดความยาวถึงลำละ 400 ฟุต กว้าง 160 ฟุต มี 9 เสากระโดงเรือ ในขบวนกองเรือประกอบไปด้วยเรือเสบียง เรือกำลังพล เรือรบ ฯลฯ รวมกว่า 300 ลำ ลูกเรือเกือบ 28,000 ชีวิต
หากนำเรือมหา สมบัติของจีนมาเปรียบเทียบกับเรือ ซานตา มาเรีย (Santa Maria) หรือ เรือธงของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) นักเดินเรือชาวอิตาลี ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบโลกใหม่คือทวีปอเมริกา ในปี ค.ศ.1492 ซึ่งห่างจากปีที่กองเรือของเจิ้งเหอออกสำรวจมหาสมุทรครั้งแรกถึง 87 ปี เรือซานตา มาเรียของโคลัมบัส วีรบุรุษผู้ค้นพบโลกใหม่ ยังเล็กกว่าเรือมหาสมบัติของจีนถึง 4 เท่า โดยมีความยาวเพียง 85 ฟุต กว้าง 20 ฟุต มีกองเรือติดตาม 3 ลำ และลูกเรือ 87 คน
ต่อมาในปี ค.ศ.1498 วาสโก ดา กามา (Vasco Da Gama) นักเดินเรือชาว โปรตุเกส ได้ล่องเรืออ้อมแหลมกูดโฮปที่อาฟริกาใต้มาจนถึงชายฝั่งตะวันออก ระหว่างการเดินเรือไปยังอินเดียได้เป็นผลสำเร็จ กองเรือของเขาก็มีความยาวเพียง 85-100 ฟุต และลูกเรือ 265 คนเท่านั้น และในปี ค.ศ.1521 เฟอร์ดินันด์ แมคแจลลัน (Ferdinand Magallan) นักเดินเรือชาวโปรตุเกส เดินเรือมาถึงทะเลจีนใต้ ด้วยการเดินเรือมาทางตะวันตกเป็นครั้งแรก กองเรือของเขามีความยาวเพียง 100 ฟุต และมีลูกเรือเพียง 160 คน เท่านั้น
สินค้าและเครื่อง บรรณาการ
กองเรือมหาสมบัติ บรรทุกสินค้าเลื่องชื่อของจีน เช่น กระเบื้องลายคราม ผ้าไหม เครื่องเขิน และสิ่งของมีค่าต่างๆ เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าต่างแดนที่ประเทศจีนต้องการ เช่น งาช้าง นอแรด กระดองกระ ไม้หายาก เครื่องหอมเช่น กำยาน ยา ไข่มุก และหินมีค่าต่างๆ พร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการจากผู้ครองดินแดนต่างๆ กลับมาถวายแด่องค์จักรพรรดิที่นครนานจิง นอกจากนี้ยังนำสัตว์ต่างถิ่น เช่น สิงโต เสือดาว นกกระจอกเทศ ม้าลาย และยีราฟ (โดยบอกว่าเป็น กิเลน สัตว์มงคลในเทพนิยายจีน) กลับไปถวายด้วย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบมาก และกลายเป็นของแปลกและน่าตื่นเต้นสำหรับชาวจีนที่พบเห็นเป็นครั้งแรก
ที่เมืองท่าของ อาหรับ ชาวจีนมีความสนใจด้านยาและการบำบัดโรคของชาวอาหรับเป็นพิเศษกว่าอย่างอื่น หลังจากมีการพิมพ์หนังสือทางการแพทย์อาหรับในประเทศจีนที่ชื่อว่า หุย เหยาฟัง หรือ ตำรับยาชาวหุย หรือ ตำรับยาชาวจีนมุสลิม (Hui yao fang) ชาวจีนได้แลกเปลี่ยนผ้าไหมและเครื่องลายครามของตน กับสินค้าของพ่อค้าอาหรับดังต่อไปนี้คือ
1. ว่านหางจระเข้ ซึ่งใช้สำหรับทำความสะอาดและเป็นยาบำรุงกำลัง
2. myrrh เป็น ยางไม้มีกลิ่นหอม เป็นยากันบูดของชาวอียิปต์โบราณ ที่ชาวจีนเชื่อว่าทำให้เลือดไหลเวียนดี ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น
3. benzoin ยาง ไม้เหนียวกลิ่นหอมช่วยให้หายใจสะดวก
4. storax ยา แก้อักเสบ
5. mubietzi ยา สมุนไพรแก้แผลเปื่อย
ลักษณะกองเรือมหา สมบัติ
เรือมหาสมบัติ ต่อขึ้นที่อู่ต่อเรือหลงเจียง (Longjiang) เมืองนานจิง อดีตเมืองหลวงอันเก่าแก่ของจีน การต่อเรือไม้ที่หลงเจียงเริ่มต้นด้วยการวางตำแหน่งตัวลำเรือ และฝากั้นช่องเรือมีระยะห่างเป็นระเบียบเท่าๆ กัน ตัวลำเรือถูกปิดด้วยแผ่นกระดานรูปตัดทางยาวที่วางเหลื่อมกันเป็นชั้นๆ เสากระโดงจะถูกวางอย่างมั่นคงอยู่บนหัวเรือ เรียกว่า "mao tan" (หรือแท่นบูชาสมอเรือ) แผ่นกระดานถูกตอกหมันเรือให้ยึดกันไว้ด้วยเส้นใยปอกระเจา และใช้ปูนขาวและน้ำมันตังอิ๋วชโลมซ้ำเข้าไปอีกที ตะปูเหล็กที่ใช้ตอกแผ่นกระดานก็ถูกชโลมน้ำมันด้วยเพื่อป้องกันสนิมที่จะ ทำลายใยไม้
ส่วนผสมของน้ำมัน ตังอิ๋วนั้นเริ่มแรกต้องเคี่ยวบนไฟให้งวด และแข็งตัวพอสมควรเพื่อชโลมกันน้ำรั่วซึมตัวเรือ ซึ่งชาวจีนรู้จักใช้สิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ในขณะที่เรือที่แล่นในมหาสมุทรอินเดียโดยทั่วไปสมัยนั้น ใช้โคลนและมันหมูในการยึดแผ่นกระดานเรือเข้าด้วยกัน เมื่อใช้ไปนานๆ แผ่นกระดานเรือจะแยกออกจากกัน ทำให้เรือรั่วเสียหายได้ง่าย
เสากระโดงเรือ สำเภาของจีนโดยทั่วไปจะทำมาจากไม้เฟอร์ (fir) ที่แข็งแรง ไม้ shanmu ไม้ที่ใช้ทำตัวเรือและฝากั้นช่องในเรือทำจากต้นเอล์ม (elm) ไม้การบูร ไม้ sophora  หรือไม้ nanmu ซึ่งเป็นไม้สนซีดาร์ (cedar) ชนิดพิเศษจากมณฑลเสฉวน (Sichuan) หางเสือ ทำจากไม้ต้นเอล์ม ส่วนคันหางเสือหรือพังงาทำมาจากไม้โอ๊ค กรรเชียงเรือทำมาจากไม้เฟอร์ ไม้ juniper ซึ่งเป็น ไม้จำพวกสน และไม้ catalpa
อู่ต่อเรือที่หลง เจียงแบ่งห้องเก็บของเป็น 10 แถวๆ ละ 60 ห้อง ซึ่งใช้สำหรับเก็บวัสดุที่ใช้สำหรับต่อเรือของกองเรือมหาสมบัติ ซึ่งมีทั้งแผ่นกระดานจากซากเรือเก่าๆ ที่กู้ขึ้นมาด้วย
เรือเหล่านี้มี หัวเรือเรียว แหลมราวกับมีด ที่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมขนาดใหญ่ได้ ส่วนตัวเรือจะบานออกมีดาดฟ้ายื่นออกมา กระดูกงูเรือออกแบบเป็นรูปตัววี (V) เพื่อ ให้เรือไม่โคลง หัวเรือสูง เรือมี 4 ชั้น ชั้นล่างสุดบรรจุด้วยหินและดินเพื่อถ่วงน้ำหนักของเรือไม่ให้โคลง ชั้นที่สอง สำหรับเป็นที่พักลูกเรือและห้องเก็บของ ชั้นที่สามเป็นครัวกลางแจ้ง ห้องอาหารและหอบังคับการเดินเรือ ชั้นที่สี่เป็นชั้นสำหรับกองปฏิบัติการเดินเรือ หัวเรือมีความแข็งแรงมากและถูกใช้สำหรับดันเรือเล็ก นอกจากนี้ได้ออกแบบมาเพื่อให้ต้านทานแนวปะการังซึ่งมีอยู่มาก และทำอันตรายต่อเรือมานักต่อนักแล้วในแถบทะเลจีนใต้
ความแข็งแกร่งของ เรือมหาสมบัติส่วนหนึ่ง มาจากการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ของชาวจีนเอง ช่องตรงกราบเรือใช้ลำไผ่หลายต้นอัดเข้าไปเพื่อกันน้ำรั่วซึม เรือมหาสมบัติได้ออกแบบหางเสือให้มีดุลยภาพและสามารถยกขึ้นหรือลงได้ ทำให้เรือทรงตัวได้ดีขึ้นเหมือนเป็นกระดูกงูเรืออีกอันหนึ่ง หางเสือชนิดพิเศษที่ทำให้เรือทรงตัวดีขึ้นนี้ถูกวางไว้หัวเรือ เพื่อทำให้เรือลำใหญ่ๆ เหล่านี้ถือหางเสือได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ชาวยุโรปรู้จักใช้การแบ่งกราบเรือเป็นช่องและหางเสือที่มีดุลยภาพ นี้ในราวตอนปลายศตวรรษที่ 18 หรือต้นศตวรรษที่ 19
เรือมหาสมบัติมี เสากระโดงเรือ 9 ต้น ใบเรือเป็นรูปสี่เหลี่ยมทำด้วยผ้าไหม 12 ใบ ทำให้ใช้ประโยชน์จากแรงลมได้ดีที่สุดและมีความเร็วกว่าเรือสำเภาปกติของจีน ทั้งๆ ที่เรือมหาสมบัติที่บรรทุกปืนใหญ่ 24 กระบอกที่มีความยาวกระบอกละ 8-9 ฟุต นี้ไม่ได้ถือเป็นเรือรบ และไม่มีดาดฟ้าเรือใหญ่ๆ เพื่อการต่อสู้ ในทางกลับกัน เรือมหาสมบัติถูกออกแบบมาให้เป็นเรือที่หรูหรา มีห้องโถงใหญ่สำหรับไว้ต้อนรับอาคันตุกะของพระจักรพรรดิ ห้องโถงที่มีหน้าต่างและแบ่งเป็นช่องๆ ประดับประดาด้วยระเบียงและราวซี่ลูกกรงที่สวยงาม ที่เก็บสินค้าในเรือเต็มไปด้วยผ้าไหมราคาแพงและเครื่องลายครามสำหรับแลก เปลี่ยนกับประเทศต่างแดน
ตัวลำเรือได้รับ การแกะสลักและวาดลวดลายอย่างงดงาม บริเวณหัวเรือถูกประดับด้วยหัวสัตว์ และวาดลวดลายเป็นตามังกร ตัวลำเรือวาดลวดลายมังกรและนกอินทรีเพื่อความเป็นสิริมงคล บริเวณท้องเรือบรรจุด้วยปูนขาว ผ้าสักหลาดมีขนข้างเดียวถูกเก็บไว้บริเวณแนวเรือที่ขนานกับน้ำทะเล ในจำนวนเรือ 317 ลำนั้นไม่แน่ว่าจะมีเรือขนาดใหญ่กี่ลำที่พระจักรพรรดิสั่งให้ต่อที่นานจิง ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปีค.ศ.1405 ดังที่ Lou Maotang นักประพันธ์ชาวจีนเคย ตั้งข้อสังเกตไว้ใน San Bao taijian Xiyang ji tongsu yanyi วรรณกรรมที่เขาประพันธ์ขึ้นในศตวรรษที่ 16 เกี่ยวกับสมุทรยาตราของเจิ้งเหอว่า ในกองเรือมหาสมบัติอาจมีเรือขนาดใหญ่เพียง 4 ลำ คือสำหรับแม่ทัพเจิ้งเหอ และรองแม่ทัพของเขาเท่านั้น
จากรายงานทาง ประวัติศาสตร์ยืนยันว่า กองเรือมหาสมบัติประกอบด้วยเรืออีกหลายชนิดและหลายขนาด เรือขนาดใหญ่รองลงมาจาก เรือมหาสมบัติ คือ เรือบรรทุกม้า ที่มีเสากระโดงเรือ 9 ต้น มีขนาดยาว 339 ฟุตและกว้าง 138 ฟุต เรือเหล่านี้ใช้บรรทุกม้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าระดับประเทศ นอกจากนี้ สินค้าของวังหลวงและวัสดุก่อสร้างนั้น เป็นสิ่งจำเป็นในการซ่อมแซมเรือกลางมหาสมุทร  
นอกจากนี้มี เรือ บรรทุกสัมภาระ  ที่มีเสากระโดงเรือ 7 ต้น มีความยาวของตัวเรือ 257 ฟุตและกว้าง 115 ฟุต เป็นเรือบรรทุกอาหารสำหรับลูกเรือที่มีจำนวนมากถึง 28,000 คนในการสำรวจบางครั้ง เรือขนาดเล็กลงมาเป็น เรือลำเลียงทหาร ซึ่งมีเสากระโดงเรือ 6 ต้น ลำตัวเรือยาว 220 ฟุตและกว้าง 83 ฟุต ใช้ในการขนส่งกองทหาร นอกจากนี้ยังมีเรือรบ 2 แบบ แบบแรก มีเสากระโดงเรือ 5 ต้น ขนาดตัวเรือยาว 165 ฟุต ส่วนแบบที่สองจะเล็กกว่าแต่แล่นใบเร็วกว่าจะมีความยาว 120-128 ฟุต ไว้จัดการกับโจรสลัดในท้องทะเล
มีการสร้างถัง บรรจุน้ำขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับลูกเรือของกองเรือมหา สมบัติใช้ดื่มกินเป็นระยะเวลา 1 เดือนหรือมากกว่า ซึ่งถือเป็นกองทัพเรือรายแรกของโลกที่มีการเตรียมการณ์พร้อมเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม โดยปกติกองเรือจะพยายามหยุดที่ท่าเรือทุกๆ 10 วันเพื่อเติมน้ำ ซึ่งคาดว่าในการสำรวจทะเลครั้งใหญ่ต่อๆมา คงแวะ20ครั้งหรือมากกว่า
การสื่อสารในกอง เรือ
การสื่อสารในท้อง ทะเลระหว่างเรือลำต่างๆ ของกองเรือมหาสมบัติทำได้ด้วยระบบเสียงและแสงที่ประณีตมาก เรือทุกลำจะมีธงใหญ่หนึ่งผืน ระฆังเตือนสัญญาณ ธงสีต่างๆ 5 ผืน กลองใหญ่ 1 ลูก ฆ้องหลายลูก และโคมไฟ 10 อัน สัญญาณเสียงใช้เพื่อออกคำสั่งบนเรือ ใช้กลองในการเตือนเรือลำอื่นๆ สำหรับหลบภัยจากพายุ ใช้โคมไฟเป็นสัญญาณยามค่ำคืนหรือยามอากาศขมุกขมัว ใช้นกพิราบสำหรับการสื่อสารทางไกล เรือแต่ละลำจะปักธงสัญญาณสีต่างๆ กันเพื่อแยกความแตกต่าง และธงดำที่มีตัวอักษรขาวจะบ่งบอกว่าเรือลำนั้นอยู่ในกองใด หมวดใด
การบัญชาการในกอง เรือและขบวนลูกเรือ
ในกองเรือนอกจาก มีมหาขันทีเจิ้งเหอผู้เป็นผู้บัญชาการกองเรือแล้ว มีขันทีอีก 7 คนเป็นตัวแทนของพระจักรพรรดิและเป็นคณะทูตของประเทศ ขันที 10 คนเป็นผู้ช่วยฑูต และขันทีอีก 52 คนทำงานด้านอื่น การบัญชาการทัพเรือยังมีนายพลเรือ 2 นาย ดูแลกองเรือทั้งหมด มีผู้บังคับกองพล 93 นาย ผู้บังคับกองพัน 104 นาย และผู้บังคับกองร้อย 103 นาย
กัปตันเรือแต่ละ ลำได้รับการแต่งตั้งจากพระจักรพรรดิและมีอำนาจที่จะ สั่งเป็นสั่งตายได้ เพื่อความเป็นระเบียบของกองเรือ นอกจากนี้ในกองเรือยังมีเลขานุการ 2 คนเป็นผู้ดูแลด้านเอกสาร เลขานุการอาวุโสคนหนึ่งมาจากกรมพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งเป็นกรมที่ต้องจัดหาข้าวสารและฟางหรือหญ้าแห้งสำหรับกองเรือ มีเจ้าหน้าที่จากกรมการศาสนา 2 คนมาดูแลด้านพิธีการทูต มีโหร 1 คนสำหรับทำนายและพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ ดูปฏิทินและอธิบายปรากฎการณ์ธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีอาจารย์อีก 10 คน ผู้รู้หนังสือต่างประเทศ มาเป็นล่ามบนเรือ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีล่ามภาษาอาหรับ และผู้ที่รู้ภาษาเอเชียกลาง (เตอร์ก - เปอร์เซีย)รวมอยู่ด้วย
กองเรือมีหมอและ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ 180 คนเพื่อเก็บรวมรวบสมุนไพรจากต่างแดน มีสัดส่วนเจ้าหน้าที่การแพทย์ 1 คนต่อลูกเรือ 150 คน นอกจากนี้ยังมีช่างฝีมือด้านต่างๆ ไว้ซ่อมแซมเรือหากมีปัญหากลางทะเล ลูกเรือทุกคนตั้งแต่ระดับต่ำสุดจนถึงสูงสุด จะได้รับรางวัลเป็นเงินทอง และเสื้อผ้าจากพระจักรพรรดิเมื่อเดินทางกลับถึงเมืองจีน พวกเขาและครอบครัวจะได้รับรางวัลเป็นพิเศษ หากเสียชีวิตลงหรือบาดเจ็บระหว่างการเดินทาง
สมุทรยาตราทั้ง 7 ครั้ง
การเดินเรือทั้ง 7 ครั้งของเจิ้งเหอมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1) ครั้งที่ 1 (ค.ศ.1405-1407 /พ.ศ.1948-1950) เจิ้งเหอเป็นผู้บัญชาการ มีขันที หวัง จิ่งหง (Wang Jing hong)  เป็นรองแม่ทัพ[4] กองเรือจำนวน 317 ลำ พร้อมด้วยลูกเรือ 27,870 ชีวิต จอดแวะที่จามปา (เวียตนาม) มัชฌปาหิต บนเกาะชวา และเซมูดารา ปาเล็มบัง และ Deli ชายฝั่งด้านเหนือของเกาะ สุมาตรา จากนั้นได้เดินเรือไปถึงศรีลังกา และเมืองท่ากาลิกัท ประเทศอินเดีย ซึ่งเรียกกันว่า ประเทศที่ยิ่งใหญ่แห่งมหาสมุทรตะวันตก (the Great Country of the Western Ocean)  กองเรือของเจิ้งเหอได้ปราบปรามกลุ่มโจรสลัดที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ในการเดินเรือบริเวณช่องแคบมะละกา และจับหัวหน้าโจรสลัดซึ่งเป็นคนจากมณฑลกวางตุ้งนาม เฉินจู่อี้ (Chen Zuyi ) มาสำเร็จโทษที่นครนานจิง
เจิ้งเหอไม่พบ ร่องรอยของอดีตจักรพรรดิหมิงฮุ่ยตี้ที่สันนิษฐานว่า อาจหลบหนีมาอยู่อาศัยอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปี ค.ศ.1407 จีนได้เข้ารุกรานอันนาม (Annam) หรือ เวียดนามเหนือ และยึดครองอยู่จนถึงปี ค.ศ.1427
2) ครั้งที่ 2 (ค.ศ.1407-1409 / พ.ศ.1950-1952) เจิ้งเหอเป็นผู้บัญชาการ มีขันทีหวังจิ่งหงเป็นรองแม่ทัพ รวมทั้ง หู เซียน (Hou Xian)[5] คาดว่าใน การเดินเรือครั้งนี้ กองเรือของเจิ้งเหอได้นำตัวฑูตอยุธยาที่เดินทางไปยังราชสำนักหมิงด้วยตัวเอง ก่อนหน้านี้กลับไปส่งที่เมืองอยุธยาด้วย นอกจากนี้เจิ้งเหอได้แต่งตั้งเจ้าเมืองคนใหม่ของเมืองกาลิกัท ในการเดินเรือครั้งที่ 2 นี้ กองเรือจอดแวะที่จามปา สยาม (อยุธยา) มัชปาหิต (Majapahit) บนเกาะชวา และเซมูดารา และ Deli ชายฝั่งด้านเหนือของเกาะสุมาตรา จากนั้นได้เดินเรือไปถึงศรีลังกา และเมืองท่ากาลิกัท ประเทศต่างๆ ส่งบรรณาการที่มีค่า รวมทั้งนกและสัตว์หายาก
เชื่อกันว่า การเข้ามาถึงสยามหรือกรุงศรีอยุธยาของกองเรือเจิ้งเหอในปีนั้น ทำให้มีการเปลี่ยนราชวงศ์ของอยุธยา เจ้านครอินทร์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ผู้เคยไปเยือนและพำนักในราชสำนักหมิงนับปี ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์อยุธยาแทนสมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งราชวงศ์อู่ทอง ซึ่งปกครองกรุงศรีอยุธยาอยู่ในขณะนั้น
3) ครั้งที่ 3 (ค.ศ.1409-1411 / พ.ศ.1952-1954) นอกจากเจิ้งเหอและหวังจิ่งหงแล้ว มี เฟ่ย สิน (Fei Xin)[6] ร่วมเป็นกำลัง สำคัญในการนำกองเรือ ในการเดินเรือครั้งนี้ จีนให้ความสำคัญกับเรื่องมะละกามากเป็นพิเศษ มะละกาเป็นเมืองท่าบนชายฝั่งมาเลย์ที่เริ่มมีความสำคัญ ในขณะที่แวะที่เมืองมะละกา เจิ้งเหอได้รับรองอำนาจการปกครองมะละกาของปรเมศวร และมอบตราเป็นทางการประกาศว่ามะละกาเป็นเมืองในความคุ้มครองของจักรวรรดิจีน จีนเพิ่มอำนาจมะละกาเพื่อให้คานอำนาจกับอยุธยาและชวา และเพื่อยืนยันอำนาจการค้าของจีนในช่องแคบมะละกา
หลังแวะที่เซมู ดารา กองเรือแล่นต่อไปยังศรีลังกา ที่นี่ชาวพื้นเมืองเปิดศึกแย่งชิงอำนาจกัน กษัตริย์ของศรีลังกาชื่อ Alagakkonara แสดงท่าทีไม่เคารพโอรสแห่งสวรรค์ และวางแผนโจมตีกองเรือของเจิ้งเหอ กองทหารจีนจึงบุกเข้าไปยึดเมือง จับกุมตัวกษัตริย์ แล้วตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นแทน ส่วนกษัตริย์องค์เดิมถูกกองเรือจีนนำกลับไปนครนานจิง เพื่อให้องค์จักรพรรดิพิจารณาโทษ แต่จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่พระราชทานอภัยโทษให้ ต่อมาเจิ้งเหอนำตัวกษัตริย์ศรีลังกากลับมาส่งที่เดิมในการเดินเรือครั้งที่ 4
4) ครั้งที่ 4 (ค.ศ.1413-1415 / พ.ศ.1956-1958) การเดินทางครั้งนี้ไปไกลถึงเมืองฮอร์มุซ และอ่าวเปอร์เซียเป็นครั้งแรก กองเรือจอดแวะที่จามปา เกาะชวา ชายฝั่งมาเลย์ ศรีลังกา มัลดีฟส์ เมืองท่าของอินเดีย และฮอร์มุซ ส่วนหนึ่งของกองเรือแล่นไปอ่าวเบงกอล และนำยีราฟกลับมาถวายพระจักรพรรดิ ชาวจีนคิดว่า ยีราฟคือกิเลน สัตว์นำโชคในเทพนิยายของจีน
ที่เกาะสุมาตรา เจิ้งเหอใช้กำลังทหารจับกุมตัวเซกานดาร์ (Sekanda)  ผู้นำกบฏแห่งเมืองเซมูดารา (Semudara) บน เกาะสุมาตรา กลับมาสำเร็จโทษที่นครนานจิง เนื่องจากกษัตริย์ของเมืองที่ชื่อ ซัยนุ อบิดิน (Zaynu-'l-Abidin) ส่งฑูตไปร้องเรียน จักรพรรดิจีนที่เมืองนานจิง การเดินทางครั้งนี้ทำให้กองเรือจีนมีอิทธิพลเหนือน่านน้ำมหาสมุทรอินเดีย อย่างสูง
ในปี ค.ศ. 1415 จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ทรงย้ายเมืองหลวงจากนานจิงไปยัง ปักกิ่ง หรือเมือง เป่ยผิง เดิม ในปีนี้กษัตริย์จากมะละกาพร้อมด้วยพระมเหสี และพระโอรส เดินทางไปยังราชสำนักหมิง เพื่อถวายบรรณาการต่อองค์จักรพรรดิ
5) ครั้งที่ 5 (ค.ศ.1417-1419 / พ.ศ.1959-1962) ในการเดินทางครั้งนี้ กองเรือได้นำคณะทูตต่างแดน 19 คนที่มากับกองเรือของเจิ้งเหอครั้งที่ผ่านมาเพื่อนำบรรณาการมาถวายแด่พระ จักรพรรดิจีน กลับไปส่งยังประเทศของเขาเหล่านั้น ครั้งนี้เจิ้งเหอได้นำกองเรือมหาสมบัติมาเทียบท่าถึงชายฝั่งทวีปแอฟริกา ตะวันออกเป็นครั้งแรก
ช่วงต้นของการ เดินเรือ ขณะแวะจอดที่เมือง ฉวนโจว (Quanzhou) เพื่อคัดเลือกลูกเรือ เพิ่มเติมจากหมู่บ้านมุสลิมเล็กๆ ที่ชื่อ ไป่ฉี (Baiqi) ด้านเหนือของเมือง[7] เจิ้งเหอได้เข้าห้ามปรามการประหัตประหารชาวมุสลิมที่นั่น จากนั้นกองเรือได้แวะจอดที่เมืองท่าหลายแห่งในจามปาและชวา ที่ปาเล็มบัง และเมืองท่าหลายเมืองบนเกาะสุมาตรา แวะที่มะละกาบนคาบสมุทรมาเลย์ เกาะมัลดีฟส์ ศรีลังกา โคชินและกาลิกัท จักรวรรดิจีนโดยเจิ้งเหอได้รับรองกษัตริย์องค์ใหม่แห่งเมืองโคชิน ชื่อโคยะรี เพื่อป้องกันการคุกคามจากเพื่อนบ้าน คือเมืองกาลิกัท กองเรือได้สำรวจชายฝั่งอารเบียจากเมืองฮอร์มุซจนถึงเอเดน และชายฝั่งทะเลตะวันออกของอาฟริกา
การเดินทางครั้ง นี้ เจิ้งเหอบันทึกไว้ว่า เจ้าเมืองฮอร์มุซถวายสิงโต เสือดาว และม้า เจ้าเมืองเอเดนถวายยีราฟ เมืองมากาดิซูถวายม้าลายและสิงโต เมืองบราวา (Brava) ถวายอูฐ (เจิ้งเหอบรรยายว่า ซึ่งวิ่งได้ 1,000 ลี้) และนกกระจอกเทศ (เจิ้งเหอบันทึกว่า อูฐที่บินได้)[8]
6) ครั้งที่ 6 (ค.ศ.1421-1423 / พ.ศ.1964-1966) การเดินเรือครั้งนี้เอง ที่กาวิน แมนซี ได้เสนอทฤษฎีการเดินเรือสำรวจโลกใหม่ของกองเรือมหาสมบัติของจีน ในหนังสือชื่อ 1421 : The Year China Discovered the World (ค.ศ.1421: ปีที่จีนค้นพบทวีปอเมริกา) ว่าได้ ไปค้นพบทวีปอเมริกาก่อนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ถึง 70 ปี พร้อมทั้งได้เดินเรือสำรวจทวีปอเมริกาเหนือ ขั้วโลกเหนือ อเมริกาใต้ ขั้วโลกใต้ กระทั่งข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาถึงทวีปออสเตรเลีย และกลับสู่ประเทศจีนทางด้านตะวันออก ซึ่งถือเป็นการสำรวจรอบโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเดินเรือของโลก
นอกจากนำตัวคณะ ทูตจากเมืองฮอร์มุซและประเทศต่างๆ ซึ่งมากับกองเรือครั้งที่ผ่านมากลับไปส่งแล้ว การเดินเรือครั้งนี้กองเรือได้สำรวจชายฝั่งอาฟริกามากกว่าเดิม ที่เซมูดารา กองเรือได้แยกไปสำรวจตามที่ต่างๆ ส่วนใหญ่ของกองเรือเดินทางไปเอเดน และเมืองชายฝั่งตะวันออกของอาฟริกา
ปี ค.ศ.1419-23 มีการก่อกบฏที่แคว้นอันนาม
ปี ค.ศ.1421 ไฟไหม้พระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่อนุญาตให้มีการวิพากวิจารณ์พระองค์ แต่ภายหลังพระองค์กลับสั่งประหารผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์
ปี ค.ศ.1422 จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่วางแผนโจมตีมองโกลทางด้านเหนือ
ปี ค.ศ.1424 จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่สิ้นพระชนม์ระหว่างเดินทัพไปปราบมองโกล
ปี ค.ศ.1424 พระโอรสองค์โตของจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ขึ้นครองราชย์มีชื่อว่า จักรพรรดิหมิงเหยินจง ชื่อรัชกาล หงชวี่ พระองค์ทรงเชื่อฟังขุนนางลัทธิขงจื๊อ และจะลดการเก็บภาษีที่นำมาใช้จ่ายสร้างกองเรือลง
ปีค.ศ.1424 พระจักรพรรดิออกพระราชโองการให้หยุดการสำรวจทะเลของกองเรือมหาสมบัติ
ปีค.ศ.1425 พระจักรพรรดิสิ้นพระชนม์
ปีค.ศ.1425-1435 องค์ชาย จูจานจี ขึ้นเป็นพระจักรพรรดิ หมิงเซวียนจง เมื่อพระชนม์ได้ 26พรรษา มีนามรัชกาลว่า ซวนเด๋อ (Xuande)
ปีค.ศ.1430 กองเรือมหาสมบัติไม่ได้ออกท่องสมุทรมา 6 ปีเต็ม พระจักรพรรดิหมิงเซวียนจงทรงเริ่มมองเห็นว่า ประเทศต่างแดนที่มาถวายบรรณาการแก่ราชสำนักหมิงมีจำนวนลดน้อยลงจนเห็นได้ชัด คงเป็นเพราะอิทธิพลของจีนในการค้าต่างแดนลดลง พระองค์จึงตั้งปณิธานที่จะฟื้นฟูพระราชอำนาจของราชวงศ์หมิงต่อต่างแดน และจะทำให้ หมื่นประเทศมาเป็นแขกของเรา อีกครั้ง ทรงออกพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.1430 มีใจความว่า :
"รัชกาลใหม่แห่ง ซวนเด๋อได้เริ่มขึ้นแล้ว และทุกอย่างจะต้องเริ่มกันใหม่ แต่ประเทศต่างแดนไกลโพ้นดูเหมือนจะยังไม่ทราบข่าวนี้ ดังนั้นเราจึงจะส่งขันทีเจิ้งเหอและขันทีหวังจิ่งหงออกไปพร้อมด้วยโองการ แห่งเรา เพื่อแนะนำประเทศเหล่านี้ให้ปฏิบัติตามโอรสแห่งสวรรค์ด้วยความเคารพ และดูแลประชาชนในบังคับบัญชาของตนอย่างดี เพื่อให้มีโชคดีและสันติสุขสืบไป"[9]
7) ครั้งที่ 7 (ค.ศ.1431-1433 / พ.ศ.1974-1976) เป็นการเดินทางสำรวจทางทะเลครั้งสุดท้ายของเจิ้งเหอ ก่อนการเดินทาง เจิ้งเหอได้เขียนจารึกไว้ที่แผ่นหิน 2 แผ่นที่เมืองฝูเจี้ยน ถึงการออกสำรวจครั้งที่ผ่านๆ มา ซึ่งได้กลายมาเป็นหลักฐานสำคัญในเวลาต่อมา นอกจากจอดแวะที่จามปาและชวาแล้ว กองเรือยังจอดแวะที่ปาเล็มบัง มะละกา เซมูดารา ศรีลังกา และกาลิกัท ในการเดินทางครั้งนี้เจิ้งเหอได้รับประกาศิตจากพระจักรพรรดิห้ามกษัตริย์ อยุธยามิให้รุกรานราชอาณาจักรมะละกา
ที่เมืองกาลิกัท นี้ กองเรือชุดหนึ่งได้แยกไปทางชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก ไปยังเมืองมาลินดิ (Malindi) ซึ่ง อยู่ในประเทศเคนยาในปัจจุบัน นอกจากนี้บางส่วนค้าขายแถบทะเลแดง ในขณะที่ลูกเรือบางส่วนแยกไปทำพิธีฮัจญ์หรือแสวงบุญที่เมืองมักกะฮฺ
จากนั้นขบวนเรือ ที่แยกไปทั้งหมดกลับมารวมตัวกันที่เมืองกาลิกัท และท่องสมุทรกลับนครนานจิง ระหว่างทางเจิ้งเหอได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 62 และร่างถูกฝังในท้องทะเลลึก ซึ่งครอบครัวของเขาเชื่อกันมาอย่างนี้ ทั้งนี้ตามหลักศาสนาอิสลาม เมื่อมีผู้เสียชีวิตในทะเล จะต้องนำร่างผู้เสียชีวิตมาอาบน้ำศพ ห่อด้วยผ้าขาว หันศีรษะของผู้เสียชีวิตไปทางเมืองมักกะฮฺก่อนจะหย่อนร่างลงท้องทะเล
ก่อนเสียชีวิ ตเจิ้งเหอได้สั่งให้นำเส้นผมและรองเท้าของเขากลับไปฝังที่เชิงเขา Nishou นอก เมืองนานจิง ซึ่งสุสานหรือกุโบร์จำลองของเขาก่อสร้างตามแบบมุสลิม เรียกว่า เจิ้งเหอมู่ หรือ สุสานเจิ้งเหอ ได้รับการบูรณะใหม่ในปี ค.ศ. 1985 บนสุสานมีอักษรภาษาอาหรับจารึกไว้เพียง 2 คำเท่านั้นว่า "อัลลอฮุ อักบารฺ" (Allah Akbar) แปลว่า "อัลลอฮฺใหญ่ยิ่ง" (Allah is Great)
ปีค.ศ.1435 พระจักรพรรดิหมิงเซวียนจงสิ้นพระชนม์ เมื่อจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ขุนนางฝ่ายถือลัทธิขงจื๊อตำหนิว่า การเดินเรือของเจิ้งเหอเป็นการสูญเสียทรัพยากรมหาศาล ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับการรุกรานจากคนป่าเถื่อนทางชายแดนตะวันตก จักรพรรดิจีนจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศก่อน และทรงปฏิเสธอย่างแข็งขันเมื่อมีผู้เสนอให้ส่งกองเรือออกสำรวจทะเลอีก ขุนนางฝ่ายต่อต้านการเดินเรือได้ทำลายเอกสารบันทึกและแผนที่การท่องสมุทรของ เจิ้งเหอ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการรื้อฟื้นกองเรือมหาสมบัติขึ้นมาอีก ชนรุ่นหลังจึงเรียนรู้การเดินเรือของเจิ้งเหอส่วนใหญ่จากบันทึกของ มุฮัมหมัด หม่า ฮวน และจารึกบนแผ่นหินเท่านั้น
ยุคแห่งการขยาย อิทธิพลกว้างไกลที่สุดของชาติจีน กลับติดตามมาด้วยยุคที่จีนปิดตัวเองจากโลกอย่างที่สุด ผู้นำของโลกในต้นศตวรรษที่ 15 ได้หันหลังเดินออกจากประตูประวัติศาสตร์ไป ในขณะที่โปรตุเกสกำลังเริ่มต้นส่งกองเรือลงมาสำรวจชายฝั่งทะเลตะวันตกของ ทวีปอาฟริกา และไม่ถึงร้อยปีต่อมา ชาวยุโรปเดินเรือไปทั่วโลก ค้าขายต่างแดน ปฏิวัติอุตสาหกรรม และนำโลกตะวันตกไปสู่ยุคแห่งความทันสมัย ชาวยุโรปยึดอาฟริกา อเมริกา และประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเป็นเมืองขึ้น ประเทศจีนเองก็ได้รับผลร้ายกาจของการปิดประเทศในอีก 300 ปีต่อมา
เจิ้งเหอเป็นผู้ ริเริ่มสิ่งที่อาจทำให้ประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองกว่าประเทศใดๆ แต่โชคไม่ดีที่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงองค์ต่อๆ มาปฏิเสธการริเริ่มอันยิ่งใหญ่ของเขา และนับตั้งแต่นั้นมา จีนไม่มีกองเรือใดที่จะยิ่งใหญ่เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับกองเรือมหาสมบัติ ของเจิ้งเหออีกเลย และกว่าที่โลกจะได้รู้จักกองเรือที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ก็ต้องรอจนถึงเกิดกอง เรือรุกรานสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
"ซำปอกง" เทพเจ้าแห่งการเดินเรือ
คุณูปการของ เจิ้งเหอที่มีต่อชาติจีนและชาวโลกนั้นมหาศาล ชาวจีนทั้งในประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กองเรือของเขาเคย จอดแวะ ได้ตั้งศาลสักการะเจิ้งเหอเป็นเทพเจ้าแห่งการเดินเรือ เรียกว่า ศาล เจ้าซำปอกง ทั้งๆ ที่เจิ้งเหอเป็นมุสลิม ศาลเจ้าในแถบตะวันออกเฉียงใต้มีที่สะมารัง จ.ชวาตะวันออก ปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย มะละกา ปีนัง กูชิง กัวลาตรังกานู ในประเทศมาเลเซีย ซูลู ในประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไนและในประเทศไทย
ในปี ค.ศ.2005 นักธุรกิจชาวจีนที่สะมารัง อินโดนีซีย จัดสัมมนา และแสดงนิทรรศการเรื่องเจิ้งเหอ แม้ที่นี่มีศาลเจ้า"ซำปอกง" ที่โด่งดังอยู่แล้ว ชาวจีนก็ประกาศว่าจะบูรณะใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม[10]
  ศาลเจ้าซำปอกงที่ สะมารัง เกาะชวา อินโดนีเซีย
นอกจากนี้ที่สุรา บายา เมืองหลวงของ จ.ชวาตะวันออก ชาวเมืองได้สร้างมัสยิดชื่อ "มัสยิด มุฮัมหมัด เจิ้งเหอ" เพื่อรำลึกถึงชายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยนำอิสลามมาเผยแพร่ที่เกาะชวา มัสยิดแห่งนี้เปิดเมื่อปี ค.ศ.2003 ก่อสร้างตามแบบศิลปะจีนเช่นเดียวกับมัสยิดหนิวเจี่ย ในกรุงปักกิ่ง ส่วนพิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอที่มะละกา เปิดกลางปี ค.ศ.2005 ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือโบราณของมะละกา
เชื้อสายของ เจิ้งเหอ
แม้ว่าเจิ้งเหอจะ ไม่มีลูก เพราะถูกตอนเป็นขันทีตั้งแต่เด็ก หากแต่หม่าเหวินหมิงพี่ชายได้ยกลูกชายหญิงให้กับเจิ้งเหอ ดังนั้นชาวจีนมุสลิมสกุล "เจิ้ง" ประมาณ 350 คนที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในยูนนาน เจียงสู รวมทั้งอีกหนึ่งสายที่อพยพมาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ทางเหนือของประเทศไทยสามารถภูมิใจได้ว่า ตนสืบเชื้อสายมาจาก "เจิ้งเหอ" แม่ทัพเรือผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์หมิง[11] สายเลือดของเจิ้งเหอในประเทศจีนขณะนี้มี 24 รุ่นแล้ว
หลังจากกลับจาก การท่องสมุทรครั้งที่ 3 เจิ้งเหอได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองคุนหยาง สร้างหลุมศพใหม่ให้บิดา รับบุตรชาย-หญิงของพี่ชายเป็นบุตรบุญธรรม เจิ้งเหอได้จารึกสาแหรกของตระกูลตัวเองไว้บนหลุมศพของบิดา การแล่นเรือท่องมหาสมุทร รวมทั้งยังจารึกการก่อสร้างมัสยิด จิ่งจือ (Jingjue) ที่ เมืองนานจิงของเขาไว้ด้วย[12]
หม่า กวง รือ (Ma Kuang Ru) หนุ่มจีนมุสลิม หัวหน้าสมาคมวิจัยเกี่ยวกับเจิ้งเหอในนานจิง กล่าวว่า เจิ้งเหอเป็นผู้ร้องขอต่อจักรพรรดิหมิงไท่จูเพื่อสร้างมัสยิด jingjue โดยจักรพรรดิพระราชทานที่ดินให้ แต่หลังจากผ่านสงครามหลายครั้ง รวมทั้งช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) มัสยิดแห่งนี้เหลือเนื้อที่เพียง 1 ใน 8 ของเนื้อที่เดิมเท่านั้น[13]
 ส่วนรายชื่อผู้ สืบตระกูลของเจิ้งเหอ ลูกหลานของเขาได้บันทึกเป็นลายมือเขียนสืบต่อกันมา ในปี ค.ศ.1937  หลี่ ซีฮู (Li Shihou) (ค.ศ.1909-1985) นักประวัติศาสตร์จีนได้ถ่ายสำเนาการสืบวงศ์ตระกูลเจิ้งเหอจากเอกสารฉบับลาย มือเขียนไว้เป็นหลักฐาน[14]
ทายาทเจิ้งเหอสาย ที่อพยพมาอาศัยอยู่ในจ.เชียงใหม่ ประเทศไทย ใช้นามสกุล วงศ์ลือเกียรติ อันเป็นนามสกุลที่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเชียงใหม่องค์สุดท้าย ได้ประทานให้ เจิ้งชงหลิ่ง ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เจิ้งชงหลิ่ง เป็นผู้บริจาคที่ดินสร้างสนามบินเชียงใหม่ เขาอพยพเข้าเมืองไทยในปี ค.ศ.1905 (พ.ศ.2448) คนในตระกูลวงศ์ลือเกียรตินับถือศาสนาอิสลาม[15]
เจิ้งเหอและ ประเทศไทย
ในประเทศไทย เจิ้งเหอเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เจ้าพ่อซำปอกง (ซานเป่ากง) วัดซำปอกง หรือชื่อทางการ วัดพนัญเชิงวรวิหาร ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาเหตุที่ชาวจีนมาเซ่นไหว้วิญญาณซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรเป็นเพราะความเข้าใจ ผิด กล่าวคือ ชาวจีนผู้นับถือพุทธศาสนากลุ่มหนึ่งได้นมัสการหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร แล้วเกิดความเลื่อมใส จึงได้เขียนหนังสือจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า ซำปอฮุด กง ซึ่งแปลว่าพระเจ้า 3 พระองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ชาวจีนกลุ่มที่นับถือซำปอกง อ่านเห็นเป็น ซำปอกง  จึง คิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกง และได้มาเซ่นไหว้ซำปอกงเรื่อยมา[16]  ด้วย เหตุนี้มีนักเขียนไทยบางคนคิดว่า เจิ้งเหอได้เปลี่ยนศาสนามาถือพุทธ
เจิ้งเหอและโลก อิสลาม
หม่าฮวนไม่ได้ บันทึกถึงการประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะฮฺของเจิ้งเหอ และไม่มีหลักฐานอื่นใดจารึกเรื่องการทำฮัจญ์ของเขา ในขณะที่ทั้งรายการสารคดีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีน[17] และรายงานของกองทัพจีน[18] ระบุว่า เจิ้งเหอบรรลุความฝันอันยิ่งใหญ่ของตน คือได้ไปแสวงบุญที่เมืองมักกะฮฺในการท่องสมุทรครั้งที่ 4 นอกจากนี้เขาได้ไปเยี่ยมหลุมฝังศพของศาสนทูตมุฮัมหมัดที่เมืองมาดีนา ส่วนลูกหลานของเจิ้งเหอในประเทศไทยสันนิษฐานว่า เจิ้งเหอได้ทำฮัจญ์ในการเดินเรือครั้งที่ 4 หรือครั้งที่ 5[19] ในขณะที่ Levathes ผู้ เขียนหนังสือเรื่อง เมื่อครั้งจีนครอบครองท้องทะเลโลก (When China Rules the Seas) สันนิษฐานว่า หากเจิ้งเหอได้ไปทำฮัจญ์จริง ก็น่าจะไปในการเดินเรือครั้งสุดท้าย[20]
ส่วนศาสตราจารย์ จู ฮุย รง (Zhu Hui Rong) หัวหน้าสมาคมวิจัยเกี่ยวกับเจิ้งเหอในยู นนานกล่าวว่า "จากการศึกษาวิจัยอย่างลึกของเรา สามารถยืนยันได้ว่า เจิ้งเหอมาจากครอบครัวมุสลิมที่เคร่งครัด ครอบครัวของท่านเป็นฮัจญีถึง 4 รุ่น แม้แต่เจิ้งเหอเองก็เป็นฮัจญี ท่านได้ไปทำฮัจญ์ในการเดินเรือครั้งใดครั้งหนึ่งของท่าน"[21]
ที่เจิ้งเหอปาร์ค หรือ สวนสาธารณะเจิ้งเหอที่เมืองจิ้นหนิง ยูนนาน บ้านเกิดของเจิ้งเหอ ที่ซึ่งสุสานของบิดาเจิ้งเหอ "ฮัจญีหม่า" ตั้งอยู่ ในพิพิธภัณฑ์มีคัมภีร์อัล-กุรอ่านวางอยู่ในตู้กระจก กลางห้องโถงมีป้ายตัวอักษรอาหรับเขียนสไตล์จีนแขวนเด่นชัดอ่านว่า "ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ มุฮัมมาดัล รอซูลุลลอฮฺ" แปลว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมหมัดคือศาสนทูตของพระองค์" (There is no god but Allah and Muhammad is his messenger)[22]
นอกจากเจิ้งเห อแล้ว ขันทีหวังจิ่งหง รองแม่ทัพของเจิ้งเหอก็เป็นมุสลิม พวกเขารวมทั้งลูกเรือมีส่วนอย่างมากในการเผยแพร่อิสลามให้แก่ชาวพื้นเมือง ที่อินโดนีเซียในช่วงราชวงศ์หมิง ขันทีหวังจิ่งหงเสียชีวิตจากเรืออัปปางนอกชายฝั่งทะเลเกาะชวา ขณะนำสาส์นของพระจักรพรรดิหมิงเซวียนจงมาทูลกษัตริย์สุมาตรา เรื่องพระอนุชาของกษัตริย์ฯ สิ้นพระชนม์แล้วขณะพำนักที่ราชสำนักหมิงหลังถวายบรรณาการแด่พระจักรพรรดิ เนื่องจากทนภาวะอากาศหนาวไม่ได้
ในบริเวณศาลเจ้า ของชาวจีนที่สะมารัง เกาะชวา มีหลุมศพแบบอิสลามของหวังจิ่งหงและของกัปตันเรือของเจิ้งเหออีกหลายคนเช่น Kiai Juru Mudi, Dampu Awang, Duogong นอกจากนี้เชื่อกันว่าในปี ค.ศ.1413 ขณะที่เจิ้งเหอต้องพำนักที่สะมารัง 1 เดือนเพื่อซ่อมแซมเรือ เขาและลูกเรือไปที่มัสยิดจีนที่สะมารังบ่อยมาก[23]
การที่จักรพร รดิหมิงเฉิงจู่ให้เจิ้งเหอเป็นแม่ทัพของกองเรือมหาสมบัติ สาเหตุนอกจากความสามารถส่วนตัวของเจิ้งเหอแล้ว น่าจะมาจากการที่เจิ้งเหอเป็นมุสลิม การติดต่อสัมพันธ์กับประเทศด้านตะวันตกของจีนซึ่งส่วนใหญ่นับถืออิสลามจึง เป็นไปด้วยความราบรื่น รวมทั้งขณะนั้นอาณาจักรอิสลามในแถบตะวันออกกลางและเอเชียกลางกำลังรุ่งเรือง ทั้งด้านวิทยาการและกำลังทหาร ทั้งนี้ในปี ค.ศ.1453 หลังจากเจิ้งเหอเสียชีวิตได้ 20 ปี กองทัพเตอร์กมุสลิมยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ เป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรไบเซนไทน์ หรือโรมันตะวันออก
นอกจากนี้ แม้ชาวโลกส่วนใหญ่รวมทั้งชาวจีนเองเพิ่งรู้จักเจิ้งเหอเพียง 4-5 ปีก่อนหน้านี้ แต่นักวิชาการโลกอาหรับกลับรู้จักเจิ้งเหอมาตลอด ในประวัติศาสตร์ของอาหรับได้กล่าวถึง นักสำรวจมุสลิมชาวจีนเชื้อสายเอเชียกลางที่ชื่อ "เช็งโห" ผู้เคยนำกองเรือจากจีนมาติดต่อค้าขายกับโลกอาหรับต้นศตวรรษที่ 15
เจิ้งเหอและซินแบ ด
นักประวัติศาสตร์ บางราย รวมทั้งคอลัมนิสต์หลายราย ได้ตั้งคำถามและข้อสังเกตว่า ตัวละครบันลือโลก "ซินแบด" (Sinbad the sailor) ใน นิทานอาหรับราตรี พันหนึ่งทิวา (The Book of One Thousand and One Nights หรือ Arabian Nights) นั้น ผู้เล่าเรื่องอาจได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องเล่าของชาวทะเลที่ติดต่อค้าขาย หรือทำงานให้กับกองเรือของเจิ้งเหอ เพราะเรื่องราวของคนทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน 2 เรื่องคือ[24]
1) ชื่อของซินแบดและชื่อของเจิ้งเหอออกเสียงคล้ายคลึงกัน ซึ่งชื่อหนึ่งของเจิ้งเหอคือ "ซานเป่า" (Sanbao) คล้ายคลึงชื่อซินแบ ดที่ออกเสียงตามภาษาเปอร์เซียว่า "ซินดิบาด" (As-Sindibad)
2) จำนวนครั้งของการออกท่องทะเลของคนทั้งสองเท่ากัน ซินแบดเดินทางท่องทะเล 7 ครั้งเช่นเดียวกับเจิ้งเหอ

เอกสารอ้างอิง:http://www.chinesemuslimthailand.com/zheng_he/content.php?page=content&category=&subcategory=50&id=145

ครบรอบ 100 ปีมัสยิดของมุสลิมในเมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์ก


               ชาวมุสลิมในรัสเซียฉลองครบรอบ 100 ของการก่อสร้างมัสยิดสำคัญในเมืองหลวงของคริสนิกายโปแตสแตน เมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์ก ของรัสเซีย
               Cafer Nasibullahoglu อิหม่ามวัย 34 ปีของมัสยิด กล่าวว่ามัสยิดอยู่คู่กับเมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์กมาเป็นเวลานาน และมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ในเขตเมืองนี้ไม่น้อยกว่า 8,000 คน
                เขากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีมุสลิมอีกกว่า 7 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ เมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์ก ซึ่งมีความต้องการที่จะสร้างมัสยิดใหม่ๆ ขึ้น เพื่อรองรับปริมาณมุสลิมที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
                มัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในยุโรปในปี 1913
                มัสยิดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของ Emperor Nicholas ที่ II เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 25 ของ Abdul Ahat Khan ใน Bukhara
                หออาซานมีความสูง 49 เมตร โดมมีความสูง 39 เมตร
                มัสยิดสามารถรองรับผู้ร่วมละหมาดได้มากถึง 5,000 คน และเคยถูกใช้เป็นที่เก็บสินค้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (1940-1965)

                มัสยิดได้ถูกส่งมอบคืนให้กับชาวมุสลิมหลังจากการเยือนของประธานาธิบดีซูกาโน (ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย) ในปี 1965 สิบวันหลังการเดินทางเยือนของเขา และได้มีการบูรณมัสยิดครั้งใหญ่ในปี 1980
               อิหม่ามยังเผยอีกว่า เนื่องจากมีพี่น้องมุสลิมอย่างน้อย 22 ประเทศเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าว ทำให้ในการคุตบะของเราจึงได้ใช้ถึง 3 ภาษา ทั้งอาหรับ ตาตาร์ และรัสเซีย
               ทั้งนี้ภาษาตาตาร์เป็นภาษาของพี่น้องมุสลิมส่วนมาในเอเชียกลาง (อัซริ คาร์ซัคสถาน อุซเบกิสถาน และเชชเนียเป็นต้น)

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

อิสลามคือแนวทางการำรงชีวิต

นิทาน 3 สหาย
เรือใบลำใหญ่ กำลังแล่นอยู่ทามกลางมหาสมุทรอันกวางใหญ่ ทันใดนั้นก็มีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาพร้อมๆกับคลื่นยักลูกใหญ่และได้ทวีความรุนแรงเข้ามาไก้ขึ้นทุกที  ภายในเรือลำนี้มี 3 สหาย ที่ประกอบด้วย นายอิสลาม นายความสุข และนายรุ่งเรือง ทั้งสามคนกำลังตกอยู่ในสภาวะที่อันตราย  ทั้งสามคนต่างเป็นสหายที่รักกัมากแต่การเดินทางครั้งนี้จำเป็นต้องมีใครสักคนเสียสละชีวิตลงจากเรือไป เพื่อให้เรือสามารถลอยำสูุ่ดหมายอยางปลอดภัย
ชั่วพริบตาเดียว...เมฆก้อนใหญ่รวมตัวปกคลุมท้องฟ้าจนมืดสนิทและคลืนยักษ์กำลังถาโถมเข้ามาเกือบถึงเรือำนี้ในอีกไม่กีวินาทีข้างหน้า เป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีใครบางคนอยู่และใครบางคนต้องกระโดดลงจากเรือไป...
นายอิสลามพูดขึ้นมาว่า  "เราจะเป็นคนแรกที่จะกระโดดลงจากเรือไป เพื่อนายทั้งสองจะได้มีชีวิตอบู่บนเรืออยางปลอดภัย
นายความสุขได้ยินเช่นนั้นจึงรีบพูดขึ้นว่า "นายคิดีแล้วหรอ.. ถ้าเรือลำนี้ขาดเสาหลักอย่างนายไป มันจะแล่นต่อไปได้นานแค่ไหน เราอยู่ไม่ได้โดยไม่มีนาย ความสุขคงจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง คงเป็นแค่ความสุขจอมปอมแน่นอน
นายรุ่งเรืองได้ยินเช่นนั้นึงรีบพูดขึ้นว่า  "เราว่านายอิสลามพูดถูกต้องแล้วนะ เรือลำนี้ต้องเดินทางอีกไกล ต้องเจริญก้าวหน้าอีกเยอะ นายเป็นพวกหัวโบราณ อยู่ไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก
นายความสุขไม่พอใจที่นายรุ่งเรืองพูดดูหมิ่นนายอิสลามเช่นนั้น จึ่งพูดขึ้นว่า "นายนั้นแหละที่มีค่ากับเรือลำนี้น้อยที่สุด ไม่จำเป็นต้องมีนาย เราก็อยู่อย่างสงบและพอเพียง ได้"
 ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งไปกว่านี้ นายอิสลามจึงพูดขึ้นว่า " เราเข้าใจว่านายทั้งสองต่างมีคุณค่ากับเรือลำนี้แตกต่างกันไป นายความสุขก็เติมเต็มรอยยิมแะเสียงหัวเราะ  ส่วนนายรุ่งเรืองก็สร้างความมั่งคังรำรวยให้เรือลำนี้ได้กินดีอยู่ดีมาโดยตลอด ส่วนตัวเราเอง คงเป็นแค่เสาหลักเก่าๆที่ไม่คอยมีใครเห็นคุณค่า หลายคนรู้จัก แต่ไมเคยเข้าใจ หลายคนเลื่อมใสแต่ไม่เคยศรัทธา..."
ไม่ทันที่นายอิสลามจะพูดจบ คลืนยักษ์ก็โถมกระหน่ำเข้าใส่เรือใบในชั่วพริบตา ลำเรือคอยๆเอียงสู่ใต้ท้องน้ำ นายรุ่งเรืองเห็นถ้าไม่คอยดี จึงตัดสินใจผลักนายอิสลาม ตกลงทะเลไป 

 ด้วยนำ้หนักที่น้อยลงทำให้เรือใบค่อยๆเอียงกลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง และสามารถแล่นต่อไปได้...แต่ก็ยังโคลงเคลง หยุดๆจอดๆเป็นระยะ เพราะความไม่ลงรอยกันระหว่างนายความสุขกับนายรุ่งเรื่อง
นายความสุขก็มัวแต่เฮฮ่่า ไรสาระ เพราะขาดเสาหลักยึดเหนี่บวจิตใจอย่างนายอิสลาม ความสุขที่เกิดขึ้นจึงเป็นแต่ภาพลวงตา หาคุณค่าไม่ได้  ส่วนนายรุ่งเรื่องก็เริ่มขาดความซื่อสัตย์และความเป็นธรรม โกงกินทุกวิธีทาง กอบโกยผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ่นสุด เรือลำนี้กำลังแล่นออกจากจุดมุ้งหมายไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าชะตากรรมข้างหน้าจะเ็ป็นเช่นไร
ผ่านไปไม่นาน ความปั่นป่วนก็เกิดขึ้นบนเรืออย่างไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดเรือใบลำนี้ก็ไม่สามารถแล่นต่อไปได้ และอับปางลงในที่สุด
หางจากทะเลไปไม่ไกล...มีเกาะเล็กอยู่เกาะหนึ่ง ผู้คนที่นี้มีวิธีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เคยเคารพบูชาผัสางเทวดา ก็เริ่มใช้สติปัญญาเรียนรู้ถึงการมีอยู่ของพรัผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺ เชื่อว่าอัลลอฮฺเป็นเจ้าแห่งสากลโลกและเลิกพิธีกรรมบูชาเจว็ด มาปฏิบัติการละหมาดเพื่อขอบคุณพระองค์ที่ได้ให้แนวทางที่เที้ยงตรงแก่พวกเขาตั้งแต่นายอิสลามถูกพัดมาติดที่เกาะนี้  หลายสิ่งหายอย่างที่นี้ เปลี่ยนแปลงไป สร่างความปลาบปลี้มใจให้กับคนบนเกาะเป็นอย่างมาก 
เมื่อความเป็นอิสลามไปอยู่ ณ แห่งหน ตำบลใด ความศิวิไลย่อมเกิดขึ้น ผู้คนอยู่กันอย่างมีความสุข เป็นควาวมสุขเพื่อพระเจ้าที่จีรังยั่งยืนจนไม่อาจประเมินค่าได้ และอีกไม่นานความรุ่งเรืองก็จะตามมาโดยไร้ซึ้งความหายนะอย่างที่เคยประสบกัยเรือใบในคราวที่ ไร้ซึ้งนายอิสลาม 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
หากไม่มีอิสลาม เราคงอยู่ไม่ได้ เหมื่อนกับเรือใบที่สักวันต้องอัปปางลง
จงมีชีวิตอยู่เพื่ออิสลาม เราจะพบความสุขและความรุ่งเรืองที่แท้จริง
ขอขอบคุณ skk_angro สำหรับนิท่านดีๆ

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

ชีวิตอภิรมย์ : จากถ้อยคำที่ดีงามสู่นิวาสถานอันบรมสุขสถาพร


การมีชีวิต อย่างบรมสุขคือเป้าหมายของมนุษย์เรืองปัญญา ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันและอนาคต มนุษย์พยายามคิดค้นทฤษฎีต่างๆ เพื่อนำมาซึ่งความสุขตลอดจนไขว่คว้าทุกอย่างเพื่อให้บรรลุถึงความสุขที่คาด หวังไว้ แต่มนุษย์ก็ยังเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ได้แต่ตะเกียกตะกายฝ่าฟันและค้นหา ความสุข แม้มันอาจเป็นแค่ชั่วแล่นหรือจอมปลอมก็ตาม


อิสลามสอนว่า มนุษย์ประกอบด้วย 2  ส่วนสำคัญ คือส่วนที่เป็นธาตุดิน และส่วนที่เป็นวิญญาณ อัลกุรอานเป็นหนังสือเล่มแรกและเล่มเดียวที่เปิดเผยรากเหง้าของมนุษย์ได้ อย่างละเอียดและถูกต้องแม่นยำที่สุด อัลกุรอานอธิบายส่วนที่เป็นธาตุดิน อันประกอบด้วย สรีระร่างกายตลอดจนความลี้ลับต่างๆ ที่เป็นวิวัฒนาการการกำเนิดของมนุษย์ช่วงในครรภ์มารดาเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับการค้นพบทางวิทยาการสมัยใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งและยัง คงเป็นสิ่งท้าทายสติปัญญาของมนุษย์จวบจนปัจจุบันและอนาค

แต่อัลกุรอานไม่ได้แจกแจงอย่างละเอียดส่วนที่ เป็นวิญญาณของมนุษย์ และมนุษย์ก็ไม่สามารถหยั่งรู้ธาตุแท้ของวิญญาณของตนเอง แม้จะใช้กำลังสติปัญญามากมายเพียงใดก็ตาม กล่าวได้ว่า มนุษย์สามารถรอบรู้ทุกอย่างทั้งท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ใต้ดินอันลึกลับ แม้กระทั่งในอวกาศอันไพศาล กระนั้นมนุษย์ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิญญาณของตนเองได้เลย มีบางคนกล่าวว่า มนุษย์สามารถโบยบินกลางนภาเหมือนเหล่าสกุณา สามารถแหวกว่ายในมหาสมุทรดั่งฝูงปลา แต่ในบางครั้ง มนุษย์ไม่สามารถเดินเหินบนหน้าแผ่นดินเยี่ยงมนุษย์เรืองปัญญา
อัลลอฮฺ กล่าวไว้ความว่า
﴿وَيَسْأَلُونَكَ عَنِ الرُّوحِ قُلِ الرُّوحُ مِنْ أَمْرِ رَبِّي وَمَا أُوتِيتُم مِّن الْعِلْمِ إِلاَّ قَلِيلاً﴾ (الإسراء : 85 )


“และพวกเขาจะถามเจ้า(มุฮัมมัด) เกี่ยวกับวิญญาณ จงกล่าวเถิดว่า เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระเจ้าของฉัน (คือเป็นสิ่งเร้นลับซึ่งไม่มีใครจะล่วงรู้ได้ นอกจากพระองค์) และพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”  (อัลอิสรออ์:17/85)   



ในเมื่อมนุษย์ยังไม่รู้ธาตุแท้ของวิญญาณ เป็นไปได้ละหรือที่มนุษย์สามารถคิดค้นทฤษฎีต่างๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจและบันดาลสุขให้กับจิตวิญญาณ ?
“เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระ เจ้าของฉัน”                
อายะฮฺนี้มีนัยว่า เรื่องวิญญาณเป็นสิ่งเร้นลับซึ่งไม่มีใครจะล่วงรู้ได้นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น มนุษย์อาจจะมีความรู้บ้างในเรื่องสรีระร่างกาย (ธาตุดิน) ดังนั้นมนุษย์จึงสามารถคิดค้นวิธีบำบัดรักษาร่างกายได้ตามศาสตร์ความรู้และ ประสบการณ์ของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย แต่มนุษย์ไม่มีวันที่จะไปหยั่งรู้ธาตุแท้ของวิญญาณ ดังนั้นมนุษย์ไม่น่าจะคิดค้นวิธีบำบัดรักษาเยียวยาและสร้างความพึงพอใจแก่ วิญญาณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำพาวิญญาณให้บรรลุถึงความสุขอันแท้จริง              
               
ผู้ใดก็ตามที่พยายามค้นหาทำความเข้าใจจิตวิญญาณตามลำพัง และพยายามคิดค้นทฤษฏีต่างๆ ในการสร้างความพึงพอใจแก่จิตวิญญาณ เขาจะมีสภาพที่ไม่ต่างจากนักบินฝึกหัดซึ่งยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของการฝึก บิน ไม่เคยมีประสบการณ์ทางภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์หรือความรู้พื้นฐานของการฝึกบิน และยังไม่ประสาเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง แต่เขายังฝืนขับเครื่องบินด้วยความคึกคะนองและทระนงตน ซึ่งมีแต่จะลอยเคว้งคว้างบนท้องฟ้าอย่างไร้ทิศทางและปราศจากการควบคุม รอเวลาร่วงตกลงสู่พื้นดินเท่านั้น
อัลลอฮฺ พระเจ้าแห่งสากลจักรวาลเป็นผู้สร้างมนุษย์ พระองค์ไม่ทอดทิ้งมนุษย์ให้ลอยเคว้งคว้างอย่างโดดเดี่ยวโดยปราศจากการชี้นำ พระองค์จึงประทานศาสนทูตมายังมนุษย์เพื่อจัดระเบียบชีวิตมนุษย์ในทุกยุคทุก สมัย คำสอนของบรรดาศาสนทูต คือศาสนาที่มนุษย์ต้องยึดเป็นต้นแบบในการดำรงชีวิต ศาสนทูตคนสุดท้ายที่ถูกประทานลงมาคือนบีมูฮัมมัด สาส์นของท่านคือคำสอนที่ สอดคล้องกับสามัญสำนึกของมนุษย์ เป็นบทบัญญัติที่ครอบคลุม สมดุล บูรณาการและมั่นคงยั่งยืน
               
ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องอาศัยธาตุอาหาร ต่างๆ ซึ่งล้วนมาจากดินอันเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์ แต่ร่างกายคือส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของมนุษย์เท่านั้น มีส่วนประกอบที่สำคัญของมนุษย์อีกประการหนึ่งคือ วิญญาณ คำถามว่าอะไรคือธาตุอาหารของวิญญาณ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง อะไรคือวิญญาณของวิญญาณ
                
วิญญาณของวิญญาณคืออัลกุรอาน ซึ่งเป็นประมวลคำสอนของอัลลอฮฺผู้ทรงสร้างมนุษย์ ผู้ทรงสร้างวิญญาณและผู้ทรงเป่าวิญญาณของพระองค์เข้าไปในมนุษย์คนแรกคือ อาดัม ดังนั้นวิญญาณนี้ต้องการธาตุอาหารจากอัลลอฮฺ เช่นเดียวกันกับร่างกายต้องการธาตุอาหารที่มาจากดิน วิญญาณต้องการภูมิคุ้มกัน เสี่ยงต่อการติดโรค ต้องได้รับการบำบัดรักษาและควรอยู่ในบรรยากาศที่ปลอดเชื้อเหมือนร่างกายทุก ประการ
อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿أَوَ مَن كَانَ مَيْتاً فَأَحْيَيْنَاهُ وَجَعَلْنَا لَهُ نُوراً يَمْشِي بِهِ فِي النَّاسِ كَمَن مَّثَلُهُ فِي الظُّلُمَاتِ لَيْسَ بِخَارِجٍ مِّنْهَا كَذَلِكَ زُيِّنَ لِلْكَافِرِينَ مَا كَانُواْ يَعْمَلُونَ﴾ (الأنعام : 122 )
“และผู้ที่ตายแล้ว ( หมายถึงผู้ที่งมงายโดยเปรียบเทียบพวกนี้ว่าเหมือนคนที่ตายแล้ว) แล้วเราได้ให้เขามีชีวิตขึ้น (หมายถึงให้พวกเขาได้รับความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องในการดำเนินชีวิต ซึ่งเปรียบประหนึ่งว่าเขามีชีวิตขึ้นใหม่หลังจากตายไปแล้ว) และเราได้ให้แสงสว่าง (หมายถึงให้คัมภีร์อัลกุรอานไปด้วยหลักการดำเนินชีวิต ซึ่งเปรียบประหนึ่งแสงสว่างที่ช่วยให้รู้ว่าอะไรคือประโยชน์และอะไรคือโทษ แก่เขา ซึ่งเขาใช้แสงสว่างนั้นเดินไปในหมู่มนุษย์นั้น) จะเหมือนกับผู้ที่อุปมาของเขาซึ่งอยู่ในบรรดาความมืดโดยไม่สามารถออกมาจาก บรรดาความมืดเหล่านั้นได้กระนั้นหรือ ? ในทำนองนั้นแหละได้ถูกประดับให้สวยงามแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งสิ่งที่พวกเขากระทำกันอยู่(หมายถึงเห็นสิ่งไม่ดีเป็นสิ่งที่ดี ประหนึ่งเห็นกงจักรเป็นดอกบัว)”   (อัลอันอาม :6/122)   
                                                                                                                                                                                           
คำว่า “แสงสว่าง” ในอายะฮฺนี้ อิบนุอับบาสได้ให้ความหมายว่าคืออัลกุรอาน ท่านอัสสะอฺดีย์อธิบายว่าคืออิสลาม บางทัศนะเห็นว่าเป็นวิทยปัญญา(หิกมะฮฺ) และบางทัศนะเห็นว่าเป็นแสงสว่างที่ส่องแสงเส้นทางสู่โลกอาคิเราะฮฺ(โลกหน้า)
ทัศนะดังกล่าวข้างต้นถือว่าถูกต้องทั้งหมด เพราะแก่นแท้ของอิสลามคืออัลกุรอานที่บรรจุด้วยวิทยปัญญาและคำสอนที่จัด ระเบียบชีวิตบนโลกนี้และแสงสว่างในวันอาคิเราะฮฺ
ความหมายของคำว่า “ตาย” ณ ที่นี้คือ ตายหัวใจ เนื่องจากไม่มีความรู้และไร้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และสิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจกลับมีชีวิตชีวาได้ คือ อัลกุรอานซึ่งเป็นคำวิวรณ์จากอัลลอฮฺนั่นเอง
ชีวิตเปี่ยมสุขคือพรอันประเสริฐจากอัลลอฮฺ
อัลกุรอานได้อธิบายชีวิตเปี่ยมสุขและเงื่อนไข สำคัญที่นำพามนุษย์ให้บรรลุถึงความสุขที่แท้จริง ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า
﴿مَنْ عَمِلَ صَالِحاً مِّن ذَكَرٍ أَوْ أُنثَى وَهُوَ مُؤْمِنٌ فَلَنُحْيِيَنَّهُ حَيَاةً طَيِّبَةً وَلَنَجْزِيَنَّهُمْ أَجْرَهُم بِأَحْسَنِ مَا كَانُواْ يَعْمَلُونَ﴾ (النحل : 97 )
“ผู้ใดปฏิบัติความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือ เพศหญิงก็ตาม โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นเราจะให้เขาดำรงชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาซึ่งรางวัลของพวกเขา ที่ดียิ่งกว่าที่พวกเขาได้เคยกระทำไว้” (อันนะห์ลุ : 16/97)
                
เงื่อนไขของชีวิตเปี่ยมสุขตามนัยของอายะฮฺดัง กล่าวประกอบด้วย 2 ประการคือ 1) ความศรัทธา และ 2) การทำความดี ซึ่งเขาได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า
นักวิชาการมุสลิมได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับ “ชีวิตเปี่ยมสุข” ดังนี้
1. คือปัจจัยยังชีพที่หะลาลและดี
2. คือความรู้สึกเพียงพอในสิ่งที่ได้รับ
3. คือความสุขสถาพร
4. คือปัจจัยยังชีพที่หะลาลและการทำอิบาดะฮฺ (เคารพภักดี) ที่ถูกต้องบนโลกดุนยา
5. การได้รับปัจจัยยังชีพในแต่ละวัน
6. การเชื่อฟังในคำสอนและมีความสุขใจ
7. ชีวิตเปี่ยมสุขอันแท้จริงคือชีวิตในสวน สวรรค์
8. ชีวิตเปี่ยมสุขคือชีวิตในหลุมสุสาน
อิบนุกะษีรได้สรุปว่า “ชีวิตเปี่ยมสุข คือชีวิตที่ครอบคลุมทั้งแปดประการดังกล่าวข้างต้น     อายะฮฺนี้เป็นสัญญาของอัลลอฮฺที่ประทานให้แก่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าชายหรือหญิง ซึ่งปฏิบัติความดีพร้อมศรัทธาต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ เขาจะมีชีวิตที่เปี่ยมสุขบนโลกนี้ และได้รับผลตอบแทนที่ดีในโลกอาคิเราะฮฺ”
ชีวิตที่คับแค้น
                อัลกุรอานได้อธิบาย ชีวิตอีกชีวิตหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับชีวิตเปี่ยมสุข นั่นคือชีวิตที่คับแค้น ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿وَمَنْ أَعْرَضَ عَن ذِكْرِي فَإِنَّ لَهُ مَعِيشَةً ضَنكاً وَنَحْشُرُهُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ أَعْمَى، قَالَ رَبِّ لِمَ حَشَرْتَنِي أَعْمَى وَقَدْ كُنتُ بَصِيراً، قَالَ كَذَلِكَ أَتَتْكَ آيَاتُنَا فَنَسِيتَهَا وَكَذَلِكَ الْيَوْمَ تُنسَى، وَكَذَلِكَ نَجْزِي مَنْ أَسْرَفَ وَلَمْ يُؤْمِن بِآيَاتِ رَبِّهِ وَلَعَذَابُ الْآخِرَةِ أَشَدُّ وَأَبْقَى﴾ (طه : 124 - 127 )
“และผู้ใดผินหลังจากการรำลึกถึงข้า แท้จริงสำหรับเขาคือ การมีชีวิตอยู่อย่างคับแค้น(คือผู้ใดไม่ปฏิบัติตามบัญญัติของข้าแล้ว เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างยากแค้น ถึงแม้ชีวิตที่เห็นจากภายนอกจะสุขสบายดีก็ตาม ) และเราจะให้เขาฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮฺในสภาพของคนตาบอด เขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์จึงทรงให้ข้าพระองค์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในสภาพของคนตาบอดเล่า ทั้งๆ ที่ข้าพระองค์เคยเป็นคนตาดี มองเห็น พระองค์ตรัสว่า เช่นนั้นแหละ เมื่อโองการทั้งหลายของเราได้มีมายังเจ้า เจ้าก็ทำเป็นลืมมัน และในทำนองเดียวกัน วันนี้เจ้าก็จะถูกลืม ” (ฏอฮา : 20/124-127)
                 
นักวิชาการมุสลิมได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับ “ชีวิตที่คับแค้น” ดังนี้
1. ชีวิตที่อัปยศ มีแต่ความเครียดเพราะครอบครองทรัพย์สินที่หะรอม  มีหัวใจที่ไม่ยำเกรงและไม่เคยชุโกร์(ขอบคุณ) ต่ออัลลอฮฺบนโลกนี้
2. การทรมานในกุโบร์
3. การทรมานในนรก (โลกอาคิเราะฮฺ)
ทั้งสามนัยดังกล่าวไม่น่าจะขัดแย้งกัน เพราะถึงแม้จะแตกต่างด้านเวลาและสถานที่ แต่ก็ยังคงความเหมือนด้านแก่นแท้และเนื้อหา นั่นคือการมีชีวิตที่คับแค้น เครียด และแสนทรมาน
วงจรชีวิตอภิรมย์ตามทัศนะอิสลาม
        «حياة طيبة» 
ชีวิตอภิรมย์ในโลกนี้
รากฐานของชีวิต : พจนารถที่ดี 
(หมายถึง คำปฏิญาณ ลาอิลาฮะอิลลัล ลอฮฺ) 
                     (كلمة طيبة)
กำกับและควบคุมโดย : ทางนำแห่งอัลกุรอาน
และสุนนะฮฺตามแนวทางท่านนบี
                     (نور القرآن وهدي المصطفى) 
อาศัยกระบวนการ: การประกอบอาชีพ
และอาหารที่ดีและหะลาล
                      (حلالا طيبا)
ผลผลิต: การปฏิบัติอะมั้ลที่ดี
                      (عملا صالحا)
บทพิสูจน์: จริยธรรมที่ดีงาม
                      (أخلاق حسنة)
รูปแบบการดำเนินชีวิต : มีคู่ชีวิตที่ดี
                     (زوجا صالحا)
ลักษณะของทายาทสืบสกุล: มีลูกหลานที่ดี
                     (ذرية طيبة)
ภายใต้สภาพแวดล้อม: สังคมที่ดี
และได้รับความโปรดปราน
                   (بلدة طيبة ورب غفور)
ชีวิตอภิรมย์ในโลกหน้า
- สภาพออกจากโลกนี้ :
   จิตที่ดี
                                             (النفس الطيبة)
- ลักษณะการต้อนรับ :
เสียงสรรเสริญจากมะลาอิกะฮฺ
                                             (سلام عليكم طبتم)
- สถานพำนัก
สวรรค์อันเป็นวินาสถาน
อันบรมสุขสถาพร
                                             (مساكن طيبة)
                                             ﴿ذَلِكَ الْفَوْزُ الْعَظِيمُ﴾
วงจรชีวิตที่คับแค้น
«معيشة ضنكا»
แหล่งที่มาของทรัพย์สิน : ทรัพย์สินหะรอม
สภาพหัวใจ: หัวใจที่ไม่ยำเกรงอัลลอฮฺ
สภาพความเป็นอยู่ : ความรู้สึกที่ไม่ขอบคุณและไม่เคยเพียงพอ
- เครียด สิ้นหวัง (บนโลก)
- การทรมาน (ในกุโบร์)
- การทรมาน (ในโลกอาคิเราะฮฺ)
                                   ﴿ذَلِكَ هُوَ الْخُسْرَانُ الْمُبِينُ﴾
สรุป
ขอเรียกร้องและเชิญชวนทุกท่านมุ่งสู่ชีวิต อภิรมย์อันเป็นความสุขที่ยั่งยืนและชัยชนะที่ยิ่งใหญ่           ﴿ذَلِكَ الْفَوْزُ الْعَظِيمُ﴾  ตลอดจนห่างไกลจากพฤติกรรมที่นำไปสู่ชีวิตที่คับแค้นซึ่งถือเป็นชีวิตอัปยศ ตลอดจนเป็นการทรมานอันแสนสาหัสและการขาดทุนอันชัดแจ้ง ﴿ذَلِكَ هُوَ الْخُسْرَانُ الْمُبِينُ﴾
والله الموفق والهادي إلى سواء السبيل.



 เนื้อหาในบทความนี้เป็นการสรุปย่อจากหนังสือ
(حياة طيبة : دري كلمة طيبة هيڠڬا مساكن طيبة)
เขียนโดย ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา
แปลสรุปโดย อ.มัสลัน มาหะมะ

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

อยากเป็น "นักเรียนที่ดี" ทำ 6 ข้อต่อไปนี้!!!


การฝึกเป็นผู้เรียนที่ดี ปฏิบัตตามนี้โลด!!

     1. เวลาฟังครู หรือเวลาอ่าน ต้อง คิด ถาม จด  ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไว้เพื่อคิดค้นคว้า หรือถามผู้รู้ต่อไป

     2. หมั่นดูหนังสือหรือทำการบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ควร หามุมอ่านหรือทำการบ้านที่เหมาะสมกับตนเอง (มุมไหนดีหว่า...)

     3. จัดเวลาสำหรับ ทบทวนสิ่งที่เรียนมา หรืออ่านล่วงหน้า สิ่ง ที่จะเรียนต่อไป และถ้าปฏิบัติตามที่กำหนดได้ควรให้รางวัลตัวเอง เช่น ได้ขนม ได้เล่น ได้ฟังเพลง ดูทีวี ได้เล่นกีฬา เป็นต้น (ชอบๆ) ถ้าทำไม่ได้ตามกำหนดควรหาเวลาชดเชย

     4. ทบทวนความรู้กับเพื่อน อย่าหวงวิชา แบ่งปันความรู้ อธิบายให้กันและกัน อย่าช่วยเหลือเพื่อนในทางที่ผิด เช่น ทุจริตเวลาสอบ หรือให้ลอกงานโดยไม่เข้าใจ

     5. ศึกษาด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่เรียนจากครูอย่างเดียว ต้องศึกษาด้วยตนเองจากตำราหลาย ๆ เล่ม แล้วทำความเข้าใจ จดสาระสำคัญต่าง ๆ ลงในโน้ตย่อ อันไหนไม่เข้าใจก็จดไว้ค้นคว้าต่อไป ถ้าอยากเชี่ยวชาญคณิตศาสตร์ ก็ต้องหมั่นหาโจทย์แปลกใหม่มาทำมาก ๆ เช่นโจทย์แข่งขัน เป็นต้น

     6. ปฏิบัตตนเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮ ซบ. ละหมาตะฮาดยุดเป็นประจำและข้อดูอา

 أَللَّهُمَّ افْتَحْ عَلَيْنَا حِكْمَتَكَ وَانْشُرْعَلَيْنَا مِنْ خَزَائِنِ رََحْمَتِكَ يَا أَرْحَمَ الرَّاحِمِيْنَ

     นั่นสินะ... อยากจะเชี่ยวชาญ ก็ต้องฝึกฝนบ่อยๆ อย่าลืมเอาไปลองใช้กันดูนะครับ แล้วที่สำคัญ อย่าลืมแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนๆ กันด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันเรียน ช่วยกันทบทวน จะยิ่งทำให้เราชำนาญขึ้นไปอีก แต่ก็อย่าไปช่วยแบบผิดวิธีหล่ะ จะแย่กันทั้งคู่นะ เริ่มต้นที่ปีการศึกษาหน้านี่แหละครับ เรียนราบรื่นฉลุยแน่นอน

อยากตาสวย..เราช่วย ( บำรุง ) ได้


ใครๆก้อรู้ว่า ผิวหนังรอบดวงตาเป็นส่วนที่บอบบางที่สุด แถมยังเป็นส่วนที่เกิดริ้วรอยได้ง่ายที่สุดอีกด้วยเพราะชั้นผิวหนังบริเวณรอบดวงตานั้นอ่อนบางกว่าผิวหน้าถึง 3 เท่า!! จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า อาการหงุดหงิดหน้างอ ของเรา หรืออาการหรี่ตา และอื่นๆอีกมากมายนั้นจะไปส่งผลที่ผิวหนังรอบดวงตาอย่างไร 


เรามาลองดูปัญหายอดฮิตและวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้กัน

1.ริ้วรอยรอบดวงตา
เป็นปัญหายอดฮิตตลอดกาล สาเหตุมักเกิดจากอายุที่มากขึ้นอิลาสตินและคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวกระชับก็จะยิ่งลดน้อยลง หนำซ้ำเรายังเจอมลภาวะโดยเฉพาะแสงแดดและสารเคมีจากเครื่องสำอางในชีวิตประจำวันทีทำร้ายผิวอย่างเลือดเย็น ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดเป็นรอยลึกขึ้นบริเวณรอบดวงตา
วิธีแก้ : ทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของน้ำมันจมูกข้าว ซึ่งมีสรรพคุณในการลบเลือนริ้วรอย ได้อย่างน่าทึ่ง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือแสงแดด ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอย
2.ตาคล้ำ
ลักษณะเป็นรอยคล้ำอยู่ใต้ตาเหมือนเจ้าหลินปิงคงไม่ดีแน่ หากคุณยังคงอดนอนเป็นกิจวัตร และสุขภาพไม่แข็งแรง แต่ถ้าหากนอนจนจุใจแล้วยังไม่วายมีรอยคล้ำใต้ตาล่ะก็..สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือป่วยเป็นภูมิแพ้จนเกิดการคั่งของเส้นเลือดดำใต้ดวงตาก็เป็นได้
วิธีแก้ : การพักผ่อนให้เพียงพอดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ถ้าไม่ถนัดนักลองใช้สมุนไพรธรรมชาติที่มีส่วนประกอบของวิตามินซีก็น่าจะช่วยได้บ้าง แถมยังไม่ต้องเสี่ยงกับการมีสารเคมีสะสมบนใบหน้าอีกด้วย
3.ตาบวม
คุณผู้หญิงที่นอนไม่พอ หรือผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง หรืออาจจะเกิดจากการที่ของคั่งค้างบริเวณเนื้อเยื่อใต้ตา ทำให้เกิดเป็นถุงป่องๆห้อยบวมอยู่บริเวณใต้ตา
วิธีแก้ : รีบหาครีมบำรุงรอบดวงตาที่มีส่วนผสมว่านหางจระเข้ ชาเขียว แตงกวา มาใช้โดยด่วน หรืออาจใช้แตงกวาฝานเป็นแว่นบางๆ หรือถุงชาแช่ในน้ำเย็นมาแปะเอาไว้บนเปลือกตา 10 นาที ให้ง่ายกว่านั้นก็ลองเอาช้อนสแตนเลสแช่เย็นมาโปะไว้รอบดวงตา สัก 5-10 นาที ความเย็นจะช่วยทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการบวมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ลองนวดเบาๆรอบดวงตาเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของของเหลวและให้ออกซิเจนแก่ผิว รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดก่อนนอนไว้ด้วยก็ดี
4.ตาโรย
อาการตาโรยอาจเกิดจากการเพ่งสายตาเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูโทรทัศน์ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือการอ่านหนังสือจนรู้สึกว่าตาแห้ง เกร็ง เป็นต้น
วิธีแก้ : จักษุแพทย์แนะนำให้พักผ่อนสายตาทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ด้วยการทอดสายตามองออกไปไกลๆ
หรือมองสีเขียวซึ่งเป็นสีที่ช่วยให้สบายตา สักประมาณ 10-15 นาที และที่สำคัญ พยายามรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ และ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ

อ้างอิง women.sanook.com