วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ตารางการอ่านอัลกุรอานในเดือนรอมะฎอน
"จงอ่านเถิด ด้วยพระนามแห่งผู้อภิบาลของเธอ ผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเธอนั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้ ..." (บทอัลอะลัก)
วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ซุนนะฮฺในเดือนชะอฺบาน
1. การถือศีลอดในเดือนชะอฺบาน
เป็นสิ่งที่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ปฏิบัติและสนับสนุน โดยมีรายงานจาก ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวไว้ว่า : "ท่านนบีมักจะถือศีลอดจนกระทั่งเรานึกว่าท่านจะไม่เว้น และท่านอาจจะงดการ ถือศีลอดจนกระทั่งเรานึกว่าท่านจะไม่ถือศีลอด และฉันไม่เคยเห็น ท่านนบีถือศีลอดครบเดือนหนึ่งเดือนใดเว้นแต่เดือนรอมฎอน และไม่เคยเห็นท่าน ถือศีลอดมากมายเหมือนที่ท่านถือศีลอดในเดือนชะอฺบาน" (บันทึกโดยบุคอรี ยฺและมุสลิม)
และมีรายงานจาก ท่านอุซามะฮฺ อิบนุซัยดฺ กล่าวว่า : ฉันได้พูดกับท่านนบีว่า โอ้ร่อซูลของอัลลอฮฺ ฉันไม่เคยเห็นท่าน ขยันถือศีลอดในเดือนหนึ่งเดือนใดเหมือนที่ท่านถือศีลอดใน เดือนชะอฺบาน (หมายถึงถือศีลอดซุนนะฮฺ)? ท่านนบีจึงตอบว่า
ذلِكَ شَهْرٌ تَغْفُلُ النَّاسُ فِيهِ عَنْهُ ، بَيْنَ رَجَبٍ وَرَمَضَانَ ، وَهُوَ شَهْرٌ تُرْفَعُ فِيْهِ الأَعْمَالُ إِلَى رَبِّ الْعَالَمِيْنَ ، وَأُحِبُّ أَنْ يُرْفَعُ عَمَلِي وَأَنَا صَاِئم
"นั่น(เดือน ชะอฺบาน)เป็นเดือนที่มนุษย์มักจะเพิกเฉยระหว่างเดือน รอ ญับและเดือนรอมฎอน และ เป็นเดือนที่บรรดาการงานจะถูกยกและถูกเสนอต่อองค์พระผู้อภิบาลแห่งสากล โลก และฉันชอบให้การงานของฉันถูกยกและถูกเสนอขณะที่ฉันถือศีลอด" (บัน ทึกโดยอิมามนะซาอียฺและอิมามอบีดาวู้ด; ดู ศ่อฮีฮุตตัรฆีบวัตตัรฮีบ)
วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
moonbow
(รุ้งพระจันทร์ ถ่ายที่น้ำตกวิกตอเรีย อาฟริกา (ถ่ายตอนกลางคืน ใต้แสงจันทร์)
รุ้ ง แ ส ง จั น ท ร์ ( m o o n b o w )
. . . . รุ้ ง แ ส ง จั น ท ร์ แ ส น ง า ม เ มื่ อ บั ง เ กิ ด
จั ก กำ เ นิ ด ด้ ว ย กั บ พ ร ะ จั น ท ร์ ฉ า ย
สะ ท้ อ น ยั ง น้ำ ค้ า ง ท อ ป ร ะ ก า ย
ส ลั บ ส า ย ล ะ อ อ ณ . เ บื้ อ ง บ น
. . . . อั ศ จ ร ร ย์ ก ล า ง วั น อั ล ล อ ฮ์ ส ร้ า ง
รุ้ ง ส ล้ า ง บ ร ร เ จิ ด ห ลั ง เ กิ ด ฝ น
ย า ม ร า ต รี มื ด มิ ด ห ม่ น ก ม ล
ยั ง ไ ด้ ย ล รุ้ ง ง า ม เ ห นื อ น่ า น ฟ้ า . . . . .
. . . . รุ้ ง แ ส ง จั น ท ร์ แ ส น ง า ม เ มื่ อ บั ง เ กิ ด
จั ก กำ เ นิ ด ด้ ว ย กั บ พ ร ะ จั น ท ร์ ฉ า ย
สะ ท้ อ น ยั ง น้ำ ค้ า ง ท อ ป ร ะ ก า ย
ส ลั บ ส า ย ล ะ อ อ ณ . เ บื้ อ ง บ น
. . . . อั ศ จ ร ร ย์ ก ล า ง วั น อั ล ล อ ฮ์ ส ร้ า ง
รุ้ ง ส ล้ า ง บ ร ร เ จิ ด ห ลั ง เ กิ ด ฝ น
ย า ม ร า ต รี มื ด มิ ด ห ม่ น ก ม ล
ยั ง ไ ด้ ย ล รุ้ ง ง า ม เ ห นื อ น่ า น ฟ้ า . . . . .
มูนโบว์ หรือ รุ้งจันทรา คือ รุ้งกินน้ำที่เกิดจากแสงจันทร์ ไม่ใช่แสงอาทิตย์ รุ้งจันทราจะค่อนข้างซีดจาง เนื่องจากแสงจันทร์มีความสว่างน้อยกว่าแสงอาทิตย์มาก
เป็นเหตุให้รุ้ง จันทราดูไม่ค่อยมีสีสันด้วยตาเปล่า (cone receptors ภายในตาคนเราจะมีประสิทธิภาพในการเห็นแสงสีน้อยลง ในที่ที่มีแสงน้อย) การถ่ายภาพโดย
เปิดหน้ากล้องเป็นเวลานานจะทำให้เห็นสีของรุ้งชัดเจนขึ้น บางครั้งคนจะสับสนและเรียก "พระจันทร์ทรงกลด" ว่าเป็น "รุ้งจันทรา" ทั้งๆ ที่ "พระจันทร์ทรงกลด"
จัดเป็นปรากฏการณ์ประเภท "ฮาโล" ไม่ใช่ "รุ้งกินน้ำ" .....รุ้งจันทราจะเห็นได้ง่ายเมื่อพระจันทร์เต็มดวงอยู่ใกล้ขอบฟ้า ต่ำกว่า 42 องศา และท้องฟ้ามืด
รุ้งจันทราจะเกิดด้านตรงข้ามกับดวงจันทร์ มีจุดศูนย์กลางจะอยู่ที่ anti-lunar point
แผนภาพตำแหน่งการเกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า
จำลอง จากแผนภาพในหนังสือ Kaleidoscope Sky ของ Tim Herd
จำลอง จากแผนภาพในหนังสือ Kaleidoscope Sky ของ Tim Herd
ข้อมูลและภาพประกอบจาก: http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=80660
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553
กำเนิดสบู่
ต่อมาพลีนี (Pliny หรือ Gaius หรือ Caius Plinius Secundus, ค.ศ.23-79, ถูกขนานนามว่า "พลีนีผู้อาวุโส" เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวโรมัน) ได้เขียนบันทึกเรื่องชนิดของสบู่อ่อนของชาวกอล (ชาวยุโรปโบราณอาศัยแถบเหนือของอิตาลี,ฝรั่งเศส,เบลเยี่ยม) แต่นักประวัติศาสตร์ต่างลงความเห็นว่าเป็น น้ำมันใส่ผมที่ทำมาจากไขมัน เมื่อผสมกับด่างแล้วไม่สามารถเป็นสบู่ได้
ในโลกยุคกลางได้มีการทำสบู่ในแถบทางตอนเหนือของยุโรป โดยใช้ถ่านจากไม้ผสมกับไขมันสัตว์และน้ำมันปลา เป็นสบู่เหลวที่มีกลิ่นเหม็น พวกเขาใช้สำหรับทำความสะอาดเสื้อผ้าและก็ไม่ได้ใช้ทำความสะอาดร่างกายกัน อย่างแพร่หลาย และโดยปกติชาวยุโรปก็มิได้ใช้สบู่ในการทำความสะอาดร่างกายเลย และไม่มีการปรับปรุงสูตรการทำสบู่อีกจนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 18
ซีเรียเป็นแหล่งทำสบู่ก้อนที่มีชื่อเสียง ซึ่งใช้สำหรับทำความสะอาดร่างกาย นักโบราณคดีได้ขุดพบหลักฐานการทำสบู่ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 8 ส่วนนักภูมิศาสตร์ในศตวรรษที่ 10 ได้รายงานว่าเมือง 'นาบลุส' ในปาเลสไตน์ เป็นแหล่งส่งออกสบู่ที่โด่งดังมากของสมัยกลาง
สบู่ยังคงถูกผลิตขึ้นในดินแดนแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่ตกอยู่ภายใต้การปกครอง ของจักรวรรดิมุสลิม รวมทั้งอัล-อันดาลุส (สเปนภายใต้การปกครองของมุสลิม) ที่ซึ่งน้ำมันมะกอกหาได้ง่ายดายมาก ในช่วงปี 1200 ที่เมืองเฟซประเทศโมร็อคโค ซึ่งเป็นแหล่งที่ผลิตสบู่ถึง 27 ราย ในศตวรรษที่ 13 ยุโรปนำเข้าสบู่จากดินแดนมุสลิมในเมดิเตอร์เรเนียนและส่งข้ามเทือกเขาแอลป์ ไปยังยุโรปผ่านอิตาลี
ที่ยุโรปสมัยกลาง ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการทำสบู่เลย ที่เก่าแก่ที่สุดก็เป็นงานเขียนในปี 1547 ชื่อ the Secret of Master Alexis of Piedmint
ในงานเขียนของอาหรับเราพบสูตรสั้นๆ ในผลงานด้านเคมีของอัล-ราซี นักวิทยาศาสตร์มุสลิมผู้ยิ่งใหญ่ที่โลกตะวันตกรู้จักในนาม 'ราเซส' ส่วนสูตรที่ละเอียดจริงๆ เป็นของ อัีล-อันตากี (Da'ud al-Antaki เสียชีวิตในปี 1599) แพทย์ชาวซีเรียในสมัยศตวรรษที่ 17
สบู่ที่แท้จริงแบบที่เราใช้กันในทุกวันนี้ถูกคิดค้นโดยชาวมุสลิมในยุค รุ่งโรจน์ของศิลปวิทยาการมุสลิมในสมัยกลาง พวกเขาใช้น้ำมันพืช (เช่น น้ำมันมะกอก) ผสมกับน้ำหอม (เช่นน้ำมัน Thyme) และ Lye (Al-Soda al-Kawia สารละลายน้ำของโซเดียมไฮดรอกไซด์) สูตรที่ใช้ทำสบู่ในตอนนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงอีกเลย และเหมือนกับสูตรที่ใช้ทำสบู่ที่เราใช้ทำความสะอาดร่างกายในทุกวันนี้ทุก ประการ
ช่วงศตวรรษที่ 7 เมืองหลักที่ผลิตสบู่ได้แก่ นาบลุส (ปาเลสไตน์) , คูฟา (อิรัก) , และบาสรา (อิรัก) สบู่ที่เรารู้จักในทุกวันนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากสบู่อาหรับ (Arabian Soaps) เป็นสบู่มีกลิ่นหอมและมีสีสันสวยงาม บ้างก็เป็นแท่งแข็ง บ้างก็เป็นสบู่เหลว
ในปี ค.ศ.981 สบู่ขายกันในท้องตลาดราคาก้อนละ 3 ดิรฮัม (เท่ากับ 0.3 ดีนาร์) และอัล-ราซีเป็นคนแรกที่บันทึกรายละเอียดการทำสบู่ไว้
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มุสลิมคิดค้นทำสบู่ น่าจะเป็นเพราะอิสลามสอนว่า 'ความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา' และกฎของศาสนาบังคับให้มุสลิมต้องทำความสะอาดร่างกาย 5 เวลาก่อนละหมาด
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ฟุตบอล
วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553
คน...ติดไวรัสคอมฯ
ดร.มาร์ค แกสสัน จากวิทยาลัยวิศวกรรมระบบ กลายเป็นบุคคลแรกที่ติดไวรัสคอมพิวเตอร์โดยการปนเปื้อนจากชิพที่ปลูกถ่ายไว้ ที่มือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำวิจัยด้านการพัฒนามนุษย์และตรวจผลเสียจาก การปลูกถ่ายอุปกรณ์อิเลคทรอนิคลงไปในร่างกายของเรา
ผลที่ได้นี้มี ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปลูกถ่ายเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ลงไปในร่างกายของเรา เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้รักษาทางการแพทย์ เช่น การปลูกถ่ายเครื่องกระตุ้นหัวใจ การปลูกถ่ายคอเคลีย (cochlear) รวมถึงเทคนิคการรักษาอื่น ๆ
ดร.แกสสัน กล่าวว่า ยิ่งเทคโนโลยีด้านการปลูกถ่ายอุปกรณ์เหล่านี้พัฒนาไปมากเท่าไร ยิ่งมีโอกาสติดไวรัสคอมพิวเตอร์ได้มากเท่านั้น
งานวิจัยของแกสสัน แสดงให้เห็นว่าเทคโลยีการปลูกถ่ายได้พัฒนาไปถึงขั้นที่อุปกรณ์เหล่านั้น สามารถติดต่อสื่อสาร เก็บข้อมูลและจัดการข้อมูลได้แล้ว จะว่าไปอาจเรียกได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดย่อมเลยก็ว่าได้ ซึ่งหมายความว่า มันสามรถติดไวรัสคอมพิวเตอร์ได้เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์หลักที่เราใช้กัน อยู่ เทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นมาจึงควรมีระบบป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์สำรองไว้ ในอนาคตหากมีการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านั้นก็จะมีความปลอดภัยมากขึ้น
ดร.แก สสันจะนำเสนอผลการศึกษานี้ในเดือนหน้าที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติด้านเทคโนโลยี และสังคมในออสเตรเลีย
สำหรับกรณีติดไวรัสคอมพิวเตอร์ของแกสสันที่เกิด ขึ้นในครั้งนี้เกิดจากชิพประเภท high-end Radio Frequency Identification (RFID) ที่ใช้ติดฉลากรักษาความปลอดภัยในร้านค้าป้องกันขโมยและใช้บอกได้ว่าสัตว์ เลี้ยงตัวไหนสูญหายไป
ชิพชนิดนี้ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับ โทรศัพท์มือถือของแกสสันและช่วยให้แกสสันไปทำงานได้อย่างปลอดภัย นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยสร้างประวัติและช่วยในการค้นหาแกสสันได้อีกด้วย แต่เมื่อชิพนี้ติดไวรัสทำให้ชิพไม่สามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์หลักได้ หากชิพมีการเชื่อมต่อกับระบบอื่นก็จะทำให้ระบบนั้นติดไวรัสไปด้วย
แก สสันกล่าวว่า ชิพที่ถูกปลูกถ่ายลงในมือของตนก็เหมือนกับการปลูกถ่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ชนิดอื่น หลังจากปลูกถ่ายไปแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ทำให้เค้ารู้สึกว่า ชิพนี้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เค้าตื่นเต้นว่าตนเองกลายเป็นบุคคลแรกที่อุปกรณ์ ปลูกถ่ายติดไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นประสบการณ์อันเลวร้ายเพราะชิพและตัวของเค้ามีการสื่อสารถึงกันแต่ใน สถานการณ์นี้เค้าไม่สามารถควบคุมได้เลย
แกสสันเชื่อว่า อาจเป็นไปได้ว่าวิวัฒนาการของมนุษย์ในอนาคตจะมีส่วนหนึ่งของร่างกายเป็น เครื่องกลหากเราต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพของตน จริง ๆ แล้วสังคมอาจเป็นตัวกดดันให้เราต้องปลูกถ่ายอุปกรณ์เหล่านี้ก็ได้ในอนาคต เหมือนกับว่ามันอาจกลายเป็นประเพณีที่ทุกคนต้องมี อย่างโทรศัพท์มือถือหรืออาจจะทำให้เราลำบากหากเราไม่มี อย่างไรก็ตามเราต้องตระหนักว่าอุปกรณ์เหล่านี้สามารถเกิดการขัดข้องได้ เช่นเดียวกัน...
ที่มา: University of Reading (2010, May 26). Could humans be infected by 'computer viruses?'. ScienceDaily. Retrieved October 6, 2008
อ้างอิง: http://www.sciencedaily.com/releases/2010/05/100526095830.htm
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





















