วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

ครบรอบ 100 ปีมัสยิดของมุสลิมในเมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์ก


               ชาวมุสลิมในรัสเซียฉลองครบรอบ 100 ของการก่อสร้างมัสยิดสำคัญในเมืองหลวงของคริสนิกายโปแตสแตน เมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์ก ของรัสเซีย
               Cafer Nasibullahoglu อิหม่ามวัย 34 ปีของมัสยิด กล่าวว่ามัสยิดอยู่คู่กับเมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์กมาเป็นเวลานาน และมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ในเขตเมืองนี้ไม่น้อยกว่า 8,000 คน
                เขากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีมุสลิมอีกกว่า 7 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ เมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์ก ซึ่งมีความต้องการที่จะสร้างมัสยิดใหม่ๆ ขึ้น เพื่อรองรับปริมาณมุสลิมที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
                มัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในยุโรปในปี 1913
                มัสยิดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของ Emperor Nicholas ที่ II เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 25 ของ Abdul Ahat Khan ใน Bukhara
                หออาซานมีความสูง 49 เมตร โดมมีความสูง 39 เมตร
                มัสยิดสามารถรองรับผู้ร่วมละหมาดได้มากถึง 5,000 คน และเคยถูกใช้เป็นที่เก็บสินค้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (1940-1965)

                มัสยิดได้ถูกส่งมอบคืนให้กับชาวมุสลิมหลังจากการเยือนของประธานาธิบดีซูกาโน (ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย) ในปี 1965 สิบวันหลังการเดินทางเยือนของเขา และได้มีการบูรณมัสยิดครั้งใหญ่ในปี 1980
               อิหม่ามยังเผยอีกว่า เนื่องจากมีพี่น้องมุสลิมอย่างน้อย 22 ประเทศเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าว ทำให้ในการคุตบะของเราจึงได้ใช้ถึง 3 ภาษา ทั้งอาหรับ ตาตาร์ และรัสเซีย
               ทั้งนี้ภาษาตาตาร์เป็นภาษาของพี่น้องมุสลิมส่วนมาในเอเชียกลาง (อัซริ คาร์ซัคสถาน อุซเบกิสถาน และเชชเนียเป็นต้น)

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

อิสลามคือแนวทางการำรงชีวิต

นิทาน 3 สหาย
เรือใบลำใหญ่ กำลังแล่นอยู่ทามกลางมหาสมุทรอันกวางใหญ่ ทันใดนั้นก็มีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาพร้อมๆกับคลื่นยักลูกใหญ่และได้ทวีความรุนแรงเข้ามาไก้ขึ้นทุกที  ภายในเรือลำนี้มี 3 สหาย ที่ประกอบด้วย นายอิสลาม นายความสุข และนายรุ่งเรือง ทั้งสามคนกำลังตกอยู่ในสภาวะที่อันตราย  ทั้งสามคนต่างเป็นสหายที่รักกัมากแต่การเดินทางครั้งนี้จำเป็นต้องมีใครสักคนเสียสละชีวิตลงจากเรือไป เพื่อให้เรือสามารถลอยำสูุ่ดหมายอยางปลอดภัย
ชั่วพริบตาเดียว...เมฆก้อนใหญ่รวมตัวปกคลุมท้องฟ้าจนมืดสนิทและคลืนยักษ์กำลังถาโถมเข้ามาเกือบถึงเรือำนี้ในอีกไม่กีวินาทีข้างหน้า เป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีใครบางคนอยู่และใครบางคนต้องกระโดดลงจากเรือไป...
นายอิสลามพูดขึ้นมาว่า  "เราจะเป็นคนแรกที่จะกระโดดลงจากเรือไป เพื่อนายทั้งสองจะได้มีชีวิตอบู่บนเรืออยางปลอดภัย
นายความสุขได้ยินเช่นนั้นจึงรีบพูดขึ้นว่า "นายคิดีแล้วหรอ.. ถ้าเรือลำนี้ขาดเสาหลักอย่างนายไป มันจะแล่นต่อไปได้นานแค่ไหน เราอยู่ไม่ได้โดยไม่มีนาย ความสุขคงจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง คงเป็นแค่ความสุขจอมปอมแน่นอน
นายรุ่งเรืองได้ยินเช่นนั้นึงรีบพูดขึ้นว่า  "เราว่านายอิสลามพูดถูกต้องแล้วนะ เรือลำนี้ต้องเดินทางอีกไกล ต้องเจริญก้าวหน้าอีกเยอะ นายเป็นพวกหัวโบราณ อยู่ไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก
นายความสุขไม่พอใจที่นายรุ่งเรืองพูดดูหมิ่นนายอิสลามเช่นนั้น จึ่งพูดขึ้นว่า "นายนั้นแหละที่มีค่ากับเรือลำนี้น้อยที่สุด ไม่จำเป็นต้องมีนาย เราก็อยู่อย่างสงบและพอเพียง ได้"
 ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งไปกว่านี้ นายอิสลามจึงพูดขึ้นว่า " เราเข้าใจว่านายทั้งสองต่างมีคุณค่ากับเรือลำนี้แตกต่างกันไป นายความสุขก็เติมเต็มรอยยิมแะเสียงหัวเราะ  ส่วนนายรุ่งเรืองก็สร้างความมั่งคังรำรวยให้เรือลำนี้ได้กินดีอยู่ดีมาโดยตลอด ส่วนตัวเราเอง คงเป็นแค่เสาหลักเก่าๆที่ไม่คอยมีใครเห็นคุณค่า หลายคนรู้จัก แต่ไมเคยเข้าใจ หลายคนเลื่อมใสแต่ไม่เคยศรัทธา..."
ไม่ทันที่นายอิสลามจะพูดจบ คลืนยักษ์ก็โถมกระหน่ำเข้าใส่เรือใบในชั่วพริบตา ลำเรือคอยๆเอียงสู่ใต้ท้องน้ำ นายรุ่งเรืองเห็นถ้าไม่คอยดี จึงตัดสินใจผลักนายอิสลาม ตกลงทะเลไป 

 ด้วยนำ้หนักที่น้อยลงทำให้เรือใบค่อยๆเอียงกลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง และสามารถแล่นต่อไปได้...แต่ก็ยังโคลงเคลง หยุดๆจอดๆเป็นระยะ เพราะความไม่ลงรอยกันระหว่างนายความสุขกับนายรุ่งเรื่อง
นายความสุขก็มัวแต่เฮฮ่่า ไรสาระ เพราะขาดเสาหลักยึดเหนี่บวจิตใจอย่างนายอิสลาม ความสุขที่เกิดขึ้นจึงเป็นแต่ภาพลวงตา หาคุณค่าไม่ได้  ส่วนนายรุ่งเรื่องก็เริ่มขาดความซื่อสัตย์และความเป็นธรรม โกงกินทุกวิธีทาง กอบโกยผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ่นสุด เรือลำนี้กำลังแล่นออกจากจุดมุ้งหมายไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าชะตากรรมข้างหน้าจะเ็ป็นเช่นไร
ผ่านไปไม่นาน ความปั่นป่วนก็เกิดขึ้นบนเรืออย่างไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดเรือใบลำนี้ก็ไม่สามารถแล่นต่อไปได้ และอับปางลงในที่สุด
หางจากทะเลไปไม่ไกล...มีเกาะเล็กอยู่เกาะหนึ่ง ผู้คนที่นี้มีวิธีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เคยเคารพบูชาผัสางเทวดา ก็เริ่มใช้สติปัญญาเรียนรู้ถึงการมีอยู่ของพรัผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺ เชื่อว่าอัลลอฮฺเป็นเจ้าแห่งสากลโลกและเลิกพิธีกรรมบูชาเจว็ด มาปฏิบัติการละหมาดเพื่อขอบคุณพระองค์ที่ได้ให้แนวทางที่เที้ยงตรงแก่พวกเขาตั้งแต่นายอิสลามถูกพัดมาติดที่เกาะนี้  หลายสิ่งหายอย่างที่นี้ เปลี่ยนแปลงไป สร่างความปลาบปลี้มใจให้กับคนบนเกาะเป็นอย่างมาก 
เมื่อความเป็นอิสลามไปอยู่ ณ แห่งหน ตำบลใด ความศิวิไลย่อมเกิดขึ้น ผู้คนอยู่กันอย่างมีความสุข เป็นควาวมสุขเพื่อพระเจ้าที่จีรังยั่งยืนจนไม่อาจประเมินค่าได้ และอีกไม่นานความรุ่งเรืองก็จะตามมาโดยไร้ซึ้งความหายนะอย่างที่เคยประสบกัยเรือใบในคราวที่ ไร้ซึ้งนายอิสลาม 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
หากไม่มีอิสลาม เราคงอยู่ไม่ได้ เหมื่อนกับเรือใบที่สักวันต้องอัปปางลง
จงมีชีวิตอยู่เพื่ออิสลาม เราจะพบความสุขและความรุ่งเรืองที่แท้จริง
ขอขอบคุณ skk_angro สำหรับนิท่านดีๆ

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

ชีวิตอภิรมย์ : จากถ้อยคำที่ดีงามสู่นิวาสถานอันบรมสุขสถาพร


การมีชีวิต อย่างบรมสุขคือเป้าหมายของมนุษย์เรืองปัญญา ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันและอนาคต มนุษย์พยายามคิดค้นทฤษฎีต่างๆ เพื่อนำมาซึ่งความสุขตลอดจนไขว่คว้าทุกอย่างเพื่อให้บรรลุถึงความสุขที่คาด หวังไว้ แต่มนุษย์ก็ยังเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ได้แต่ตะเกียกตะกายฝ่าฟันและค้นหา ความสุข แม้มันอาจเป็นแค่ชั่วแล่นหรือจอมปลอมก็ตาม


อิสลามสอนว่า มนุษย์ประกอบด้วย 2  ส่วนสำคัญ คือส่วนที่เป็นธาตุดิน และส่วนที่เป็นวิญญาณ อัลกุรอานเป็นหนังสือเล่มแรกและเล่มเดียวที่เปิดเผยรากเหง้าของมนุษย์ได้ อย่างละเอียดและถูกต้องแม่นยำที่สุด อัลกุรอานอธิบายส่วนที่เป็นธาตุดิน อันประกอบด้วย สรีระร่างกายตลอดจนความลี้ลับต่างๆ ที่เป็นวิวัฒนาการการกำเนิดของมนุษย์ช่วงในครรภ์มารดาเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับการค้นพบทางวิทยาการสมัยใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งและยัง คงเป็นสิ่งท้าทายสติปัญญาของมนุษย์จวบจนปัจจุบันและอนาค

แต่อัลกุรอานไม่ได้แจกแจงอย่างละเอียดส่วนที่ เป็นวิญญาณของมนุษย์ และมนุษย์ก็ไม่สามารถหยั่งรู้ธาตุแท้ของวิญญาณของตนเอง แม้จะใช้กำลังสติปัญญามากมายเพียงใดก็ตาม กล่าวได้ว่า มนุษย์สามารถรอบรู้ทุกอย่างทั้งท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ใต้ดินอันลึกลับ แม้กระทั่งในอวกาศอันไพศาล กระนั้นมนุษย์ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิญญาณของตนเองได้เลย มีบางคนกล่าวว่า มนุษย์สามารถโบยบินกลางนภาเหมือนเหล่าสกุณา สามารถแหวกว่ายในมหาสมุทรดั่งฝูงปลา แต่ในบางครั้ง มนุษย์ไม่สามารถเดินเหินบนหน้าแผ่นดินเยี่ยงมนุษย์เรืองปัญญา
อัลลอฮฺ กล่าวไว้ความว่า
﴿وَيَسْأَلُونَكَ عَنِ الرُّوحِ قُلِ الرُّوحُ مِنْ أَمْرِ رَبِّي وَمَا أُوتِيتُم مِّن الْعِلْمِ إِلاَّ قَلِيلاً﴾ (الإسراء : 85 )


“และพวกเขาจะถามเจ้า(มุฮัมมัด) เกี่ยวกับวิญญาณ จงกล่าวเถิดว่า เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระเจ้าของฉัน (คือเป็นสิ่งเร้นลับซึ่งไม่มีใครจะล่วงรู้ได้ นอกจากพระองค์) และพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”  (อัลอิสรออ์:17/85)   



ในเมื่อมนุษย์ยังไม่รู้ธาตุแท้ของวิญญาณ เป็นไปได้ละหรือที่มนุษย์สามารถคิดค้นทฤษฎีต่างๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจและบันดาลสุขให้กับจิตวิญญาณ ?
“เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระ เจ้าของฉัน”                
อายะฮฺนี้มีนัยว่า เรื่องวิญญาณเป็นสิ่งเร้นลับซึ่งไม่มีใครจะล่วงรู้ได้นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น มนุษย์อาจจะมีความรู้บ้างในเรื่องสรีระร่างกาย (ธาตุดิน) ดังนั้นมนุษย์จึงสามารถคิดค้นวิธีบำบัดรักษาร่างกายได้ตามศาสตร์ความรู้และ ประสบการณ์ของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย แต่มนุษย์ไม่มีวันที่จะไปหยั่งรู้ธาตุแท้ของวิญญาณ ดังนั้นมนุษย์ไม่น่าจะคิดค้นวิธีบำบัดรักษาเยียวยาและสร้างความพึงพอใจแก่ วิญญาณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำพาวิญญาณให้บรรลุถึงความสุขอันแท้จริง              
               
ผู้ใดก็ตามที่พยายามค้นหาทำความเข้าใจจิตวิญญาณตามลำพัง และพยายามคิดค้นทฤษฏีต่างๆ ในการสร้างความพึงพอใจแก่จิตวิญญาณ เขาจะมีสภาพที่ไม่ต่างจากนักบินฝึกหัดซึ่งยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของการฝึก บิน ไม่เคยมีประสบการณ์ทางภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์หรือความรู้พื้นฐานของการฝึกบิน และยังไม่ประสาเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง แต่เขายังฝืนขับเครื่องบินด้วยความคึกคะนองและทระนงตน ซึ่งมีแต่จะลอยเคว้งคว้างบนท้องฟ้าอย่างไร้ทิศทางและปราศจากการควบคุม รอเวลาร่วงตกลงสู่พื้นดินเท่านั้น
อัลลอฮฺ พระเจ้าแห่งสากลจักรวาลเป็นผู้สร้างมนุษย์ พระองค์ไม่ทอดทิ้งมนุษย์ให้ลอยเคว้งคว้างอย่างโดดเดี่ยวโดยปราศจากการชี้นำ พระองค์จึงประทานศาสนทูตมายังมนุษย์เพื่อจัดระเบียบชีวิตมนุษย์ในทุกยุคทุก สมัย คำสอนของบรรดาศาสนทูต คือศาสนาที่มนุษย์ต้องยึดเป็นต้นแบบในการดำรงชีวิต ศาสนทูตคนสุดท้ายที่ถูกประทานลงมาคือนบีมูฮัมมัด สาส์นของท่านคือคำสอนที่ สอดคล้องกับสามัญสำนึกของมนุษย์ เป็นบทบัญญัติที่ครอบคลุม สมดุล บูรณาการและมั่นคงยั่งยืน
               
ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องอาศัยธาตุอาหาร ต่างๆ ซึ่งล้วนมาจากดินอันเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์ แต่ร่างกายคือส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของมนุษย์เท่านั้น มีส่วนประกอบที่สำคัญของมนุษย์อีกประการหนึ่งคือ วิญญาณ คำถามว่าอะไรคือธาตุอาหารของวิญญาณ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง อะไรคือวิญญาณของวิญญาณ
                
วิญญาณของวิญญาณคืออัลกุรอาน ซึ่งเป็นประมวลคำสอนของอัลลอฮฺผู้ทรงสร้างมนุษย์ ผู้ทรงสร้างวิญญาณและผู้ทรงเป่าวิญญาณของพระองค์เข้าไปในมนุษย์คนแรกคือ อาดัม ดังนั้นวิญญาณนี้ต้องการธาตุอาหารจากอัลลอฮฺ เช่นเดียวกันกับร่างกายต้องการธาตุอาหารที่มาจากดิน วิญญาณต้องการภูมิคุ้มกัน เสี่ยงต่อการติดโรค ต้องได้รับการบำบัดรักษาและควรอยู่ในบรรยากาศที่ปลอดเชื้อเหมือนร่างกายทุก ประการ
อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿أَوَ مَن كَانَ مَيْتاً فَأَحْيَيْنَاهُ وَجَعَلْنَا لَهُ نُوراً يَمْشِي بِهِ فِي النَّاسِ كَمَن مَّثَلُهُ فِي الظُّلُمَاتِ لَيْسَ بِخَارِجٍ مِّنْهَا كَذَلِكَ زُيِّنَ لِلْكَافِرِينَ مَا كَانُواْ يَعْمَلُونَ﴾ (الأنعام : 122 )
“และผู้ที่ตายแล้ว ( หมายถึงผู้ที่งมงายโดยเปรียบเทียบพวกนี้ว่าเหมือนคนที่ตายแล้ว) แล้วเราได้ให้เขามีชีวิตขึ้น (หมายถึงให้พวกเขาได้รับความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องในการดำเนินชีวิต ซึ่งเปรียบประหนึ่งว่าเขามีชีวิตขึ้นใหม่หลังจากตายไปแล้ว) และเราได้ให้แสงสว่าง (หมายถึงให้คัมภีร์อัลกุรอานไปด้วยหลักการดำเนินชีวิต ซึ่งเปรียบประหนึ่งแสงสว่างที่ช่วยให้รู้ว่าอะไรคือประโยชน์และอะไรคือโทษ แก่เขา ซึ่งเขาใช้แสงสว่างนั้นเดินไปในหมู่มนุษย์นั้น) จะเหมือนกับผู้ที่อุปมาของเขาซึ่งอยู่ในบรรดาความมืดโดยไม่สามารถออกมาจาก บรรดาความมืดเหล่านั้นได้กระนั้นหรือ ? ในทำนองนั้นแหละได้ถูกประดับให้สวยงามแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งสิ่งที่พวกเขากระทำกันอยู่(หมายถึงเห็นสิ่งไม่ดีเป็นสิ่งที่ดี ประหนึ่งเห็นกงจักรเป็นดอกบัว)”   (อัลอันอาม :6/122)   
                                                                                                                                                                                           
คำว่า “แสงสว่าง” ในอายะฮฺนี้ อิบนุอับบาสได้ให้ความหมายว่าคืออัลกุรอาน ท่านอัสสะอฺดีย์อธิบายว่าคืออิสลาม บางทัศนะเห็นว่าเป็นวิทยปัญญา(หิกมะฮฺ) และบางทัศนะเห็นว่าเป็นแสงสว่างที่ส่องแสงเส้นทางสู่โลกอาคิเราะฮฺ(โลกหน้า)
ทัศนะดังกล่าวข้างต้นถือว่าถูกต้องทั้งหมด เพราะแก่นแท้ของอิสลามคืออัลกุรอานที่บรรจุด้วยวิทยปัญญาและคำสอนที่จัด ระเบียบชีวิตบนโลกนี้และแสงสว่างในวันอาคิเราะฮฺ
ความหมายของคำว่า “ตาย” ณ ที่นี้คือ ตายหัวใจ เนื่องจากไม่มีความรู้และไร้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และสิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจกลับมีชีวิตชีวาได้ คือ อัลกุรอานซึ่งเป็นคำวิวรณ์จากอัลลอฮฺนั่นเอง
ชีวิตเปี่ยมสุขคือพรอันประเสริฐจากอัลลอฮฺ
อัลกุรอานได้อธิบายชีวิตเปี่ยมสุขและเงื่อนไข สำคัญที่นำพามนุษย์ให้บรรลุถึงความสุขที่แท้จริง ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า
﴿مَنْ عَمِلَ صَالِحاً مِّن ذَكَرٍ أَوْ أُنثَى وَهُوَ مُؤْمِنٌ فَلَنُحْيِيَنَّهُ حَيَاةً طَيِّبَةً وَلَنَجْزِيَنَّهُمْ أَجْرَهُم بِأَحْسَنِ مَا كَانُواْ يَعْمَلُونَ﴾ (النحل : 97 )
“ผู้ใดปฏิบัติความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือ เพศหญิงก็ตาม โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นเราจะให้เขาดำรงชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาซึ่งรางวัลของพวกเขา ที่ดียิ่งกว่าที่พวกเขาได้เคยกระทำไว้” (อันนะห์ลุ : 16/97)
                
เงื่อนไขของชีวิตเปี่ยมสุขตามนัยของอายะฮฺดัง กล่าวประกอบด้วย 2 ประการคือ 1) ความศรัทธา และ 2) การทำความดี ซึ่งเขาได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า
นักวิชาการมุสลิมได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับ “ชีวิตเปี่ยมสุข” ดังนี้
1. คือปัจจัยยังชีพที่หะลาลและดี
2. คือความรู้สึกเพียงพอในสิ่งที่ได้รับ
3. คือความสุขสถาพร
4. คือปัจจัยยังชีพที่หะลาลและการทำอิบาดะฮฺ (เคารพภักดี) ที่ถูกต้องบนโลกดุนยา
5. การได้รับปัจจัยยังชีพในแต่ละวัน
6. การเชื่อฟังในคำสอนและมีความสุขใจ
7. ชีวิตเปี่ยมสุขอันแท้จริงคือชีวิตในสวน สวรรค์
8. ชีวิตเปี่ยมสุขคือชีวิตในหลุมสุสาน
อิบนุกะษีรได้สรุปว่า “ชีวิตเปี่ยมสุข คือชีวิตที่ครอบคลุมทั้งแปดประการดังกล่าวข้างต้น     อายะฮฺนี้เป็นสัญญาของอัลลอฮฺที่ประทานให้แก่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าชายหรือหญิง ซึ่งปฏิบัติความดีพร้อมศรัทธาต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ เขาจะมีชีวิตที่เปี่ยมสุขบนโลกนี้ และได้รับผลตอบแทนที่ดีในโลกอาคิเราะฮฺ”
ชีวิตที่คับแค้น
                อัลกุรอานได้อธิบาย ชีวิตอีกชีวิตหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับชีวิตเปี่ยมสุข นั่นคือชีวิตที่คับแค้น ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿وَمَنْ أَعْرَضَ عَن ذِكْرِي فَإِنَّ لَهُ مَعِيشَةً ضَنكاً وَنَحْشُرُهُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ أَعْمَى، قَالَ رَبِّ لِمَ حَشَرْتَنِي أَعْمَى وَقَدْ كُنتُ بَصِيراً، قَالَ كَذَلِكَ أَتَتْكَ آيَاتُنَا فَنَسِيتَهَا وَكَذَلِكَ الْيَوْمَ تُنسَى، وَكَذَلِكَ نَجْزِي مَنْ أَسْرَفَ وَلَمْ يُؤْمِن بِآيَاتِ رَبِّهِ وَلَعَذَابُ الْآخِرَةِ أَشَدُّ وَأَبْقَى﴾ (طه : 124 - 127 )
“และผู้ใดผินหลังจากการรำลึกถึงข้า แท้จริงสำหรับเขาคือ การมีชีวิตอยู่อย่างคับแค้น(คือผู้ใดไม่ปฏิบัติตามบัญญัติของข้าแล้ว เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างยากแค้น ถึงแม้ชีวิตที่เห็นจากภายนอกจะสุขสบายดีก็ตาม ) และเราจะให้เขาฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮฺในสภาพของคนตาบอด เขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์จึงทรงให้ข้าพระองค์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในสภาพของคนตาบอดเล่า ทั้งๆ ที่ข้าพระองค์เคยเป็นคนตาดี มองเห็น พระองค์ตรัสว่า เช่นนั้นแหละ เมื่อโองการทั้งหลายของเราได้มีมายังเจ้า เจ้าก็ทำเป็นลืมมัน และในทำนองเดียวกัน วันนี้เจ้าก็จะถูกลืม ” (ฏอฮา : 20/124-127)
                 
นักวิชาการมุสลิมได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับ “ชีวิตที่คับแค้น” ดังนี้
1. ชีวิตที่อัปยศ มีแต่ความเครียดเพราะครอบครองทรัพย์สินที่หะรอม  มีหัวใจที่ไม่ยำเกรงและไม่เคยชุโกร์(ขอบคุณ) ต่ออัลลอฮฺบนโลกนี้
2. การทรมานในกุโบร์
3. การทรมานในนรก (โลกอาคิเราะฮฺ)
ทั้งสามนัยดังกล่าวไม่น่าจะขัดแย้งกัน เพราะถึงแม้จะแตกต่างด้านเวลาและสถานที่ แต่ก็ยังคงความเหมือนด้านแก่นแท้และเนื้อหา นั่นคือการมีชีวิตที่คับแค้น เครียด และแสนทรมาน
วงจรชีวิตอภิรมย์ตามทัศนะอิสลาม
        «حياة طيبة» 
ชีวิตอภิรมย์ในโลกนี้
รากฐานของชีวิต : พจนารถที่ดี 
(หมายถึง คำปฏิญาณ ลาอิลาฮะอิลลัล ลอฮฺ) 
                     (كلمة طيبة)
กำกับและควบคุมโดย : ทางนำแห่งอัลกุรอาน
และสุนนะฮฺตามแนวทางท่านนบี
                     (نور القرآن وهدي المصطفى) 
อาศัยกระบวนการ: การประกอบอาชีพ
และอาหารที่ดีและหะลาล
                      (حلالا طيبا)
ผลผลิต: การปฏิบัติอะมั้ลที่ดี
                      (عملا صالحا)
บทพิสูจน์: จริยธรรมที่ดีงาม
                      (أخلاق حسنة)
รูปแบบการดำเนินชีวิต : มีคู่ชีวิตที่ดี
                     (زوجا صالحا)
ลักษณะของทายาทสืบสกุล: มีลูกหลานที่ดี
                     (ذرية طيبة)
ภายใต้สภาพแวดล้อม: สังคมที่ดี
และได้รับความโปรดปราน
                   (بلدة طيبة ورب غفور)
ชีวิตอภิรมย์ในโลกหน้า
- สภาพออกจากโลกนี้ :
   จิตที่ดี
                                             (النفس الطيبة)
- ลักษณะการต้อนรับ :
เสียงสรรเสริญจากมะลาอิกะฮฺ
                                             (سلام عليكم طبتم)
- สถานพำนัก
สวรรค์อันเป็นวินาสถาน
อันบรมสุขสถาพร
                                             (مساكن طيبة)
                                             ﴿ذَلِكَ الْفَوْزُ الْعَظِيمُ﴾
วงจรชีวิตที่คับแค้น
«معيشة ضنكا»
แหล่งที่มาของทรัพย์สิน : ทรัพย์สินหะรอม
สภาพหัวใจ: หัวใจที่ไม่ยำเกรงอัลลอฮฺ
สภาพความเป็นอยู่ : ความรู้สึกที่ไม่ขอบคุณและไม่เคยเพียงพอ
- เครียด สิ้นหวัง (บนโลก)
- การทรมาน (ในกุโบร์)
- การทรมาน (ในโลกอาคิเราะฮฺ)
                                   ﴿ذَلِكَ هُوَ الْخُسْرَانُ الْمُبِينُ﴾
สรุป
ขอเรียกร้องและเชิญชวนทุกท่านมุ่งสู่ชีวิต อภิรมย์อันเป็นความสุขที่ยั่งยืนและชัยชนะที่ยิ่งใหญ่           ﴿ذَلِكَ الْفَوْزُ الْعَظِيمُ﴾  ตลอดจนห่างไกลจากพฤติกรรมที่นำไปสู่ชีวิตที่คับแค้นซึ่งถือเป็นชีวิตอัปยศ ตลอดจนเป็นการทรมานอันแสนสาหัสและการขาดทุนอันชัดแจ้ง ﴿ذَلِكَ هُوَ الْخُسْرَانُ الْمُبِينُ﴾
والله الموفق والهادي إلى سواء السبيل.



 เนื้อหาในบทความนี้เป็นการสรุปย่อจากหนังสือ
(حياة طيبة : دري كلمة طيبة هيڠڬا مساكن طيبة)
เขียนโดย ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา
แปลสรุปโดย อ.มัสลัน มาหะมะ

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

อยากเป็น "นักเรียนที่ดี" ทำ 6 ข้อต่อไปนี้!!!


การฝึกเป็นผู้เรียนที่ดี ปฏิบัตตามนี้โลด!!

     1. เวลาฟังครู หรือเวลาอ่าน ต้อง คิด ถาม จด  ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไว้เพื่อคิดค้นคว้า หรือถามผู้รู้ต่อไป

     2. หมั่นดูหนังสือหรือทำการบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ควร หามุมอ่านหรือทำการบ้านที่เหมาะสมกับตนเอง (มุมไหนดีหว่า...)

     3. จัดเวลาสำหรับ ทบทวนสิ่งที่เรียนมา หรืออ่านล่วงหน้า สิ่ง ที่จะเรียนต่อไป และถ้าปฏิบัติตามที่กำหนดได้ควรให้รางวัลตัวเอง เช่น ได้ขนม ได้เล่น ได้ฟังเพลง ดูทีวี ได้เล่นกีฬา เป็นต้น (ชอบๆ) ถ้าทำไม่ได้ตามกำหนดควรหาเวลาชดเชย

     4. ทบทวนความรู้กับเพื่อน อย่าหวงวิชา แบ่งปันความรู้ อธิบายให้กันและกัน อย่าช่วยเหลือเพื่อนในทางที่ผิด เช่น ทุจริตเวลาสอบ หรือให้ลอกงานโดยไม่เข้าใจ

     5. ศึกษาด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่เรียนจากครูอย่างเดียว ต้องศึกษาด้วยตนเองจากตำราหลาย ๆ เล่ม แล้วทำความเข้าใจ จดสาระสำคัญต่าง ๆ ลงในโน้ตย่อ อันไหนไม่เข้าใจก็จดไว้ค้นคว้าต่อไป ถ้าอยากเชี่ยวชาญคณิตศาสตร์ ก็ต้องหมั่นหาโจทย์แปลกใหม่มาทำมาก ๆ เช่นโจทย์แข่งขัน เป็นต้น

     6. ปฏิบัตตนเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮ ซบ. ละหมาตะฮาดยุดเป็นประจำและข้อดูอา

 أَللَّهُمَّ افْتَحْ عَلَيْنَا حِكْمَتَكَ وَانْشُرْعَلَيْنَا مِنْ خَزَائِنِ رََحْمَتِكَ يَا أَرْحَمَ الرَّاحِمِيْنَ

     นั่นสินะ... อยากจะเชี่ยวชาญ ก็ต้องฝึกฝนบ่อยๆ อย่าลืมเอาไปลองใช้กันดูนะครับ แล้วที่สำคัญ อย่าลืมแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนๆ กันด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันเรียน ช่วยกันทบทวน จะยิ่งทำให้เราชำนาญขึ้นไปอีก แต่ก็อย่าไปช่วยแบบผิดวิธีหล่ะ จะแย่กันทั้งคู่นะ เริ่มต้นที่ปีการศึกษาหน้านี่แหละครับ เรียนราบรื่นฉลุยแน่นอน

อยากตาสวย..เราช่วย ( บำรุง ) ได้


ใครๆก้อรู้ว่า ผิวหนังรอบดวงตาเป็นส่วนที่บอบบางที่สุด แถมยังเป็นส่วนที่เกิดริ้วรอยได้ง่ายที่สุดอีกด้วยเพราะชั้นผิวหนังบริเวณรอบดวงตานั้นอ่อนบางกว่าผิวหน้าถึง 3 เท่า!! จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า อาการหงุดหงิดหน้างอ ของเรา หรืออาการหรี่ตา และอื่นๆอีกมากมายนั้นจะไปส่งผลที่ผิวหนังรอบดวงตาอย่างไร 


เรามาลองดูปัญหายอดฮิตและวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้กัน

1.ริ้วรอยรอบดวงตา
เป็นปัญหายอดฮิตตลอดกาล สาเหตุมักเกิดจากอายุที่มากขึ้นอิลาสตินและคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวกระชับก็จะยิ่งลดน้อยลง หนำซ้ำเรายังเจอมลภาวะโดยเฉพาะแสงแดดและสารเคมีจากเครื่องสำอางในชีวิตประจำวันทีทำร้ายผิวอย่างเลือดเย็น ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดเป็นรอยลึกขึ้นบริเวณรอบดวงตา
วิธีแก้ : ทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของน้ำมันจมูกข้าว ซึ่งมีสรรพคุณในการลบเลือนริ้วรอย ได้อย่างน่าทึ่ง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือแสงแดด ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอย
2.ตาคล้ำ
ลักษณะเป็นรอยคล้ำอยู่ใต้ตาเหมือนเจ้าหลินปิงคงไม่ดีแน่ หากคุณยังคงอดนอนเป็นกิจวัตร และสุขภาพไม่แข็งแรง แต่ถ้าหากนอนจนจุใจแล้วยังไม่วายมีรอยคล้ำใต้ตาล่ะก็..สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือป่วยเป็นภูมิแพ้จนเกิดการคั่งของเส้นเลือดดำใต้ดวงตาก็เป็นได้
วิธีแก้ : การพักผ่อนให้เพียงพอดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ถ้าไม่ถนัดนักลองใช้สมุนไพรธรรมชาติที่มีส่วนประกอบของวิตามินซีก็น่าจะช่วยได้บ้าง แถมยังไม่ต้องเสี่ยงกับการมีสารเคมีสะสมบนใบหน้าอีกด้วย
3.ตาบวม
คุณผู้หญิงที่นอนไม่พอ หรือผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง หรืออาจจะเกิดจากการที่ของคั่งค้างบริเวณเนื้อเยื่อใต้ตา ทำให้เกิดเป็นถุงป่องๆห้อยบวมอยู่บริเวณใต้ตา
วิธีแก้ : รีบหาครีมบำรุงรอบดวงตาที่มีส่วนผสมว่านหางจระเข้ ชาเขียว แตงกวา มาใช้โดยด่วน หรืออาจใช้แตงกวาฝานเป็นแว่นบางๆ หรือถุงชาแช่ในน้ำเย็นมาแปะเอาไว้บนเปลือกตา 10 นาที ให้ง่ายกว่านั้นก็ลองเอาช้อนสแตนเลสแช่เย็นมาโปะไว้รอบดวงตา สัก 5-10 นาที ความเย็นจะช่วยทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการบวมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ลองนวดเบาๆรอบดวงตาเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของของเหลวและให้ออกซิเจนแก่ผิว รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดก่อนนอนไว้ด้วยก็ดี
4.ตาโรย
อาการตาโรยอาจเกิดจากการเพ่งสายตาเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูโทรทัศน์ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือการอ่านหนังสือจนรู้สึกว่าตาแห้ง เกร็ง เป็นต้น
วิธีแก้ : จักษุแพทย์แนะนำให้พักผ่อนสายตาทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ด้วยการทอดสายตามองออกไปไกลๆ
หรือมองสีเขียวซึ่งเป็นสีที่ช่วยให้สบายตา สักประมาณ 10-15 นาที และที่สำคัญ พยายามรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ และ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ

อ้างอิง women.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

ทุนเรียนต่อ ป.ตรี / ป.โทฯ (ฟรี)

ทุนเรียนต่อ ป.ตรี / ป.โทฯ  (ฟรี)


 









 AHMADI VITTAYA FOUNDATION SCHOOL










วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

ด้วยจิตวิญญาณอันเปี่ยมสุข

 ด้วยจิตวิญญาณอันเปี่ยมสุข



"ขณะที่เราปลีกตัวออกห่างจากผู้คน

เพราะเรารู้สึกว่า

เรามีวิญญาณที่ใสสะอาดกว่าพวกเขา

หรือมีจิตใจที่ผ่องแผ้วกว่า กว้างขวางกว่า

หรือมีสติปัญญาที่ฉลาดล้ำลึกกว่าพวกเขา



แต่นั้นมิได้หมายความว่า

เราได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่อันใด…

เป็นเพียง

เราได้เลือกแนวทางที่ง่ายที่สุดแก่ตัวเรา

และเลือกทางที่มีภาระน้อยที่สุดให้แก่ตัวเอง



ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง คือ

เราจะต้องคลุกคลีกับคนเหล่านี้

อย่างอิ่มเอิบไปด้วยวิญญาณแห่งการให้อภัย

พร้อมด้วยความเอื้ออาทรต่อความอ่อนแอ

ความพลาดพลั้งของพวกเขา




และจะต้องเปี่ยมไปด้วย

วิญญาณแห่งความปรารถนา

ที่แท้จริงในการขัดเขลา อบรมพวกเขา

และยกระดับพวกเขาสู่ระดับเดียวกับเรา

เท่าที่เรามีความสามารถ



ที่กระทำเช่นนี้

มิได้หมายความว่า

เราจะหลุดออกจากระดับอันสูงส่งของเรา

และมิได้ลดอุดมการณ์อันสูงส่งของเราลงมา

หรือมิได้หมายความว่า

เราต้องประจบเอาใจบุคคลเหล่านี้

จำต้องเยินยอต่อความผิดพลาดของพวกเขา

หรือว่าทำให้พวกเขารู้สึกว่า

เราสูงส่งกว่าพวกเขา…หามิได้

การรอมชอบ

ระหว่างสิ่งที่ขัดแย้งกัน

กับความใจกว้าง

หลังจากมุ่งมั่นค้นหาสิ่งนี้อย่างพากเพียร

นี่แหล่ะ…คือ

ความยิ่งใหญ่โดยแท้"...








ที่มา จากหนังสือด้วยจิตวิญญาณอันเปี่ยมสุข

อัชชะฮีด ซัยยิด กุฏุบ : เขียน   ซะการียา อัลนัดวีย์ : แปล